สื่อสร้างสรรค์  เพื่อคนรักเครื่องเสียง
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน กุมภาพันธ์ 20, 2017, 06:47:37 am


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1] 2 3 ... 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การออกแบบเครื่องเสียง High-end  (อ่าน 26209 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Order
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84

Thank You
-Given: 1
-Receive: 117


« เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2009, 10:44:56 pm »

สวัสดีครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผมอาจพิมพ์ผิดบ่อยต้องขออภัย (ตกภาษาไทยตอนเด็ก ๆ ) แต่เรื่องเครื่องเสียงผมไม่เคยสอบตกนะครับ

การออกแบบเครื่องเสียง เราจำเป็นที่ต้องเลือก Platform ก่อน
ซึ่งถ้าเป็นระดับเทพก็กำหนด  High-end  Spec. แล้วเขียนออกมาเชิงระบบ
เรียกว่า Transfer Function แล้วจึงสังเคราะห์วงจรขยายเสียงออกมา

สำหรับผมแล้วคิดว่ามันยากไปเดียวไม่ยากเรียนรู้ คิดว่าเริ่มจากหยิบ Platform ตามรูปมา
ออกแบบกันดีกว่า เป็นวงจรที่เสียงดีและน่าเรียนรู้ เป็นวงจรขยาย 2nd Stage คือ
มีการขยายแรงดัน 2 ครั้ง เพื่อให้ Open loop gain สูงตาม อดุมคติของหลักการป้อนกลับ
และภาคสุดท้ายเป็นภาคขยายกำลังเป็นแบบ Class-AB ( จะ Class-A ก็ได้ถ้าปรับไอเดิลให้มาก กว่ากระแสสวิง )

ถึงตอนนี้ท่านใดมี ข้อแนะนำหรือส่งสัย ถามได้เลยนะครับ เราจะได้ไปด้วยกัน
ใครอยากได้กี่ Watt ก็สามารถทำได้ เราจะเริ่มไล่การออกแบบมาจากภาคขยายสุดท้ายมาภาคหน้าเป็น Workshop ไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2009, 05:50:23 pm โดย Order » บันทึกการเข้า
Mr.K
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 202
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,328

Thank You
-Given: 208
-Receive: 944



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2009, 11:17:13 am »

เยี่ยมเลยครับ....รอติดตามนะครับ
 
บันทึกการเข้า

คมสันต์ ปักกะโต
350 ม.5 ถ.มิตรภาพ ต.จอหอ
อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30310
Tel:087-959-2197
http://www.evensaudio.com
http://www.facebook.com/EvensAudio
suwat45
ทำสมาธิทุกเช้า5นาที พาชีวีมีแต่สุข
VIP 2
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
***

คะแนนแบ่งปันความรู้ 29
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266

Thank You
-Given: 4
-Receive: 143


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2009, 11:27:13 am »

มือใหม่และช่างซ่อมติดตามดูให้แจ่มแจ้งนะครับ ไม่เข้าใจอะไรถามได้เลย เป็นพื้นฐานระดับมัธยมถึงมหาวิทยาลัยนิดหนึ่งแต่เข้าใจไม่ยากแน่นอนครับ
ขอถามเป็นตัวอย่างนะครับเพื่อความรู้ของช่างทั่วไป"เอาไดโอดขาBกับCช็อทกันเพื่ออะไรครับและมีประโยชย์อย่างไรครับ"ขอบคุณครับ sunglasses2 1dd01
บันทึกการเข้า

sj4501
suwat45
ทำสมาธิทุกเช้า5นาที พาชีวีมีแต่สุข
VIP 2
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
***

คะแนนแบ่งปันความรู้ 29
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266

Thank You
-Given: 4
-Receive: 143


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2009, 11:32:29 am »

ขอโทษครับคีย์ผิดขอแก้เปลี่ยนจากไดโอดเป็น"ทรานซิสเตอร์"คำถามคือ"เอาทรานซิสเตอร์ขาBกับCช็อทกันเพื่ออะไรและมีประโยชน์อย่างไร"
บันทึกการเข้า

sj4501
Order
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84

Thank You
-Given: 1
-Receive: 117


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2009, 12:56:01 pm »

Transistor ด้านบนเป็นวงจรสะท้อนกระแสครับ เมื่อนำใช้ร่วมกับ Diff Amp มันมีประโยชน์มากครับ
เมื่อ Diff-Amp ได้รับสัญญาณ +เข้าขา B ของ QN2 ทิศทางกระแสจะเป็นตามชนิด NPN คือเกิด id1 ไหลลงมาสีแดง
และ QN3 ได้จะสัญญาณ - ที่ขา B จึงไหลส่วนทางกับชนิด NPN ไหลขึ้นบน
แล้วมันก็ไหลไปที่ Current Mirror พอเราจัมที่ BC ของ QP2 มันจึงเกิดปรากฏการ Copy หรือสะท้อน
กระแสไปอีกข้างของ QP1 ตามรูปเส้นปะสีเขียว พอเรามันคิดผลรวม ที่ Rload หรือ Rin ของภาคขยายที่สองจะพบว่า
เราจะid3=id1+id2 ถือเป็นเทคนิคที่ดีมาก สามารถขับ id ได้มากขี้น โดยไม่ต้องใช้วงจรแบบ Fully Complementary
ที่ต้องมี Diff Amp กลับหัวอีกชุดต้องเปื่องอุปกรณ์อีกตั้งเท่าตัว
บันทึกการเข้า
ช่างชนบท(บ้านนอก)
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*

คะแนนแบ่งปันความรู้ 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 619

Thank You
-Given: 1
-Receive: 235


รับซ่อมตั้งแต่ไม้ตียุง-ยานอวกาศ


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2009, 06:44:35 pm »

ให้กระผม ขอ ศึกษา ด้วยคน นะครับ  ขอบคุณสำหรับ วิชาการดีๆ ที่นำมาเสนอ ครับ 
บันทึกการเข้า
Order
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84

Thank You
-Given: 1
-Receive: 117


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2009, 07:52:00 pm »

ยินดีครับทุกท่า เรามาต่อ Workshop กันดีกว่า และผมจะตั้งคำถามด้วย
จาก Platform เราก็มาออกแบบ openloop gain กัน
ในที่เราออกให้มีอัตราขยาย 181,818 เท่า หรือประมาณ 105-108dB
กี่เท่าถึงจะดี ตามทฤษฎีก็คือมาก ๆ ๆ (infinity)ไว้เหมือน opamp
ส่วนการกำหนดค่าแต่ละตัวมาอย่างไร ผมจะลงรายละเอียดให้อีกครั้ง
กลัวว่าจะยากเกินไปเดียวจะทอกัน มาถึงคำถาม ถ้าเราต้องการ

วงจรขยาย 100Wrms ค่าแรงดัน Vpeak ควรเป็นเท่าไหร
และเจ้า Vpeak และ Ipeak ก็เป็นตัวกำหนดกระแส Idelว่าจะ mA ดี
และเอา Class-A หรือ AB ก็แล้วแต่ท่าน ลองต่อวงจรไปด้วยก็ดีนะครับ
บันทึกการเข้า
warin.k
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 47
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 674

Thank You
-Given: 817
-Receive: 228


DIY -LOSO-LO END


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2009, 07:36:06 am »

ใจจริงอยากให้วิเคราะห์วงจรดังๆก่อนครับ ว่าเขามีแนวคิดแบบไหน ข้อดี ข้อเสีย
เมื่อรู้จุดดี ด้อย ..แล้วถึงมาสร้างอ่ะครับ (ซึ่งผมคงไปไม่ถึงขนาดนั้น)
เช่น วงจรของ nad  crown technics ยกมาเป็นวงจรเลยว่าข้อดี ข้อเสีย
เป็นอย่างไร(ซึ่งผู้ผลิตคงจะบอกแต่ข้อดี) อย่างน้อยคนไม่ได้คลุกคลีเครื่องเสียง
อย่างผมจะได้รู้ครับหรือจะยกตัวอย่างวงจร 741 ยอดนิยมนี่เลยก็ได้ครับ
ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
suwat45
ทำสมาธิทุกเช้า5นาที พาชีวีมีแต่สุข
VIP 2
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
***

คะแนนแบ่งปันความรู้ 29
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266

Thank You
-Given: 4
-Receive: 143


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2009, 11:59:54 am »

ขอบคุณครับ เป็นไอเดียที่ดีมากจริงๆ พบบ่อยมากในเครื่องที่มาจากญี่ปุ่ณ อ่านจากService Manual บอกแต่ว่าเป็นCurrent millor  สำหรับWorkshopเดี๋ยวว่างๆจะไปทำการบ้านดูตอนนี้ขอซ่อม Technic ATX50 ก่อน ปล้ำมาหลายวันแล้ว
บันทึกการเข้า

sj4501
Order
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84

Thank You
-Given: 1
-Receive: 117


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2009, 02:09:42 pm »

เราจะเริ่มการออกแบบภาคขยายสุดท้ายก่อน รับรองว่าสามารถนำหลักการของวงจรนี้ไปประยุกต์กับวงจรดัง ๆได้ ( วงจรนี้ก็ดังครับแต่ขอยังไม่เฉลย )
พอคุณเข้าใจหลักการแล้วอย่างน้อยถ้าออกแบบไม่ได้ ก็ Modify ถูกทาง หรือถ้าท่านจะสอดแทรกวงจรอื่นก็ได้นะครับ เรียนร้ไปด้วยกันสนุกดี

1. เราต้องกำหนดกำลัง Watt ก่อน เอาสัก 100Wrms@8ohm ค่า VPeak ที่ใช้ในการออกแบบก็คือ
    Vpeak =   √(2 PL RL) = 40V
2. เดียวมาต้องเรื่องกระแส ไอเดิลครับ



บันทึกการเข้า
Order
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84

Thank You
-Given: 1
-Receive: 117


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2009, 07:46:02 pm »

หลักการพื้นฐานการออกแบบ Out-put stage
1.High input impedance ความต้านขาเข้าต้องสูงจะเป็น Buffer ที่ดี
2.Low Output impedance ความต้านขาออกต้องต่ำจะได้ไม่ Load กับลำโพง
3. THD VS Efficiency ต้องชังน้ำหนักว่าจะเอาความเพี้ยนต่ำ หรือ ประหยัดพลังงงาน

ขอเริ่มที่ Class-A ก่อนเอาแบบ THD ความเพี้ยนน้อนสัก 0.000001% แต่เปลื้องพลังงานสุด ๆ

Ipeak=Vpeak/RL=40/8=5A แสดงว่าถ้าเราจัดวงจรขยายเอาต์พุตเป็น
Class-A เราต้องปรับ ไอเดิล ( Idc>5A ) ขอใช้ 6Aนะครับ และจะเห็นว่ากระแสสวิ้ง
ขนาด 5 A มันจะขี้ Idc6A ตามรูป แต่พบว่าในทางปฏบัติการที่จะปรับไปเดิ้ล
ให้ TR1ตัว 6A มันยากมาก ๆ ซึ่งกว่ามันจะ Setตัวเองได้ มันก็วิ่งหนี้ความร้อนสะก่อน
(Thermal runaway )จึงมักขนาน TR เข้าไปจะกี่ตัวก็ขึ้นอยู่กับเบอร์ที่เราเลือก
ชิงค์ก็สำคัญ ระบบระบายความร้อนต้องดีมาก ร้อนขนานอุ่นน้ำชาดืมได้ แล้วควรทา
ซิลิโคนดี ๆที่ใช้กับ CPU อย่าเชื่อถือแบบที่เป็นพื้นผ้า ระบายความร้อนไม่ทันครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2009, 06:04:40 pm โดย Order » บันทึกการเข้า
Order
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84

Thank You
-Given: 1
-Receive: 117


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2009, 09:50:10 pm »

จากวงจร Pure Class-A มันหาอุปกรณ์ที่ทนแอมสูงยาก เลยหันมาใช้เทคนิค
Fully Complementary Class-A (เอ้หลายท่านอาจส่งสัยว่ามันไม่ใช่
Push-Pull Class-AB รึ ไม่ใช้ครับขึ้นอยู่กับการปรับไอเดิล จุดการทำงานไม่เหมือนกัน)

จะเห็นได้ว่าเราสามารถลด Idel ที่ตัว TR ได้ครึ่งหนึ่งจากเดิม ด้านบนและล่างอย่างละ Idc=3A
และถ้าขนาน TR ก็ลดลง 1/2 ด้วย เทคนิคนี้ถือเป็น Class-A เพราะ
กระแสสวิงยัง Sin เต็มรูปอยู่คือด้านบนและด้านล่างมีขนาดเต็มลูก 2.5Apeak 
ไม่ใช้ครึ่งลูกเหมือน Push-Pull ดังช่วงรอยต่อระหว่างบนและล่างจึงไม่เกิดดิสทรอชั่น
เหมือน Class-AB เลยทำให้ THD ต่ำเช่นกันครับ
บันทึกการเข้า
Order
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84

Thank You
-Given: 1
-Receive: 117


« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2009, 10:22:40 pm »

เราลองมาลดกระแสไอเดิลด้วยกับปรับลดค่า VBE ลงส่งผลให้กระแส 3A มาเป็น 50mA
ลดลง 60 เท่า (แน่นอนช่วยชาติประหยัดพลังงานแล้ว )
จุดการทำงานเปลี่ยนเป็น Push-Pull Class-AB แทน
ซึ่ง TR ด้านบนและล่างจะสำหรับงานสลับกัน On (ไม่เหมือน Class-A ที่ On ตลอดทั้งบนและล่าง)
เพี่ยงแต่ Class-AB ต้องมีกระแสอุ่นเครื่องบ้างเพื่อพร้อมทำงานเมื่อ Large
Signal พุ่งเข้ามา ถ้าไม่มีเลยมันก็คือ Class-B  นั้นเอง

ควรอุ่นเครื่องเท่าไหร ในทางปฏบัติเข้าจะวัด THD กัน ด้วยเครื่อง Audio Precision ( แพงมาก )
ปรับจนกว่า Distortion ตรงรอยต่อรูปสัญญานบนล่างพอดีกัน THD ก็จะดีขึ้น

ตัวปัญหาก็คือ Distortion ตรงรอยต่อสัญญาณขณะที่ Push-Pull สำหรับ Trainsistor
มันทำให้เกิน Harmonic คี่ เสียงจะแหบและบาดหู ถ้าเอาไปทำ Effect กี่ต้าก็ OK
แต่ถ้า Harmonic เกิดจากหลอดเสียงมันหวาน ดังนั้น Effect กี่ต้ายีห้อแพง ๆ เลยเป็นหลอด ไงละครับ


บันทึกการเข้า
Order
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84

Thank You
-Given: 1
-Receive: 117


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2009, 11:56:31 pm »

เราต้องทราบ Input Impledance เพื่อจะได้รู้ว่าเมื่อนำต่อกับภาคหน้ามันจะ Match หรือ Loading
ซึ่งอย่างที่บอกภาคขยายสุดท้าย Input Impledance ต้องสูงมาก ๆ เราก็หาได้จากสูตร
Input Impledance =2(re+*hfe), re=VT/IC=26mV/50mA=0.52ohm, hfe=160เท่า
Input Impledance = 166ohm 
หรือจะใช้การวัด Iinpeak-to-peak=325mA
และVinpeak-to-peak =80V, Input Impledance = 80/325m=246ohm

ไม่ต้องซีเรียจกับค่ามันมาก การSim อุณหภูมิก็ไม่ใช้ค่าจริง ให้ประมาณการเอาก็พอ
อยู่ที่ 100-300 ohms ก็ถือว่าน้อบไป จำเป็นต้องมีภาค Transistor Drive เพิ่ม
หรือไม่ก็ต้องเป็นดาร์ลิงตัน hfe มันคูณกัน Impledance มันจะเพิ่มขึ้นมาก
หรือไม่เป็น MOSFET Impledance มหาศารอยู่แล้ว

ส่วน Output Impledance ก็เช่นกันประมาณ re = 0.52 มันไปอนุกรมลำโพง 8 ohms
Drop นิดหน่อยแต่ถ้าเราขนาน Power Transistor หลายตัว Rout มันก็จะดีขึ้นครับ
บันทึกการเข้า
Order
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84

Thank You
-Given: 1
-Receive: 117


« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2009, 05:28:00 pm »

เป็นไงบ้างครับมึนไม่ครับ ?  กว่าจะได้อะไรสักอย่างยากเหลือเกิน แต่ถ้าลงมือทำอย่างต่อเนื่องไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ครับ
เห็นได้ว่า Input Impledance หรือ Rin ของภาคขยายสุดท้ายน้อยไปแค่ 100-300ohm เอง จะไปโหลดกับภาคหน้าส่งผลให้ภาคหน้าทำงาน
หนักทุกอย่างมันจะผิดเพี่ยน ขาดสเถียรภาพได้ วงจรป้อนกลับก็ต้องเหนือยทำงาน ดังนั้น Rin อย่างน้อย Rin>10K
เจึงเพิ่มภาค TR Drive เข้าไป สักเกตุ ถ้าไม่ใส่ REE1 คือการต่อ TR แบบดาร์ลิ่งตัน ค่า THD@1KHzที่ Full Power มันอยู่ที่ 0.15% ถือว่าสูง
หากใส่ REE1 เข้าไปเพื่อให้กระแสไบอัสหน่อยสัก 16mA TR Drive จะอุณเครื่องรอการรับการขับสัญญาณ THD ก็ดีขึ้นอยู่ที่ 0.086%
ซึ่งถ้านำไปต่อกับภาคหน้าและมีการป้อนกลับ วงจรป้อนกลับมันจะไม่เหนื่อยมาก ส่งผลให้ THD ดีกว่านี้มาก อาจทำได้ถึง 0.0001% เลยที่เดียว

สำหรับ Rin ขอวัดจาก Sim ต้องใช้เครืองมือ Orcad ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดเวลา การคำนวนรู้หลักการก็พอแล้วครับ
Rin = Vinp-p/Iinp-p = 22.8K ถือว่าเหมาะแล้วครับ ค่านี้จะเอาไปใช้ออกแบบวงจรภาคหน้า หรือวงจรขยายแรงดันต่อไป
 เป็นอันจบเรื่อง Output Stage ครับ ใครมีอะไรเพิ่มเติ่มถามได้ครับ

บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2015, Simple Machines
Thai language by ThaiSMF | Modification by VBNeverDie.Com


Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.069 วินาที กับ 23 คำสั่ง