ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อคนรักเครื่องเสียง
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน ธันวาคม 11, 2018, 03:03:24 am


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ลำโพงนีโอไดเมี่ยม เป็นอย่างไร.....  (อ่าน 4791 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
นิมิต บัวสำลี
สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม
ผู้อำนวยการสร้างศูนย์สื่อ
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*******

คะแนนแบ่งปันความรู้ 276
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,678

Thank You
-Given: 285
-Receive: 1776


สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม


« เมื่อ: สิงหาคม 13, 2008, 02:59:16 pm »



ลำโพงนีโอไดเมี่ยม เป็นอย่างไร


แม่เหล็กลำโพง จากเฟอร์ไรต์ถึงนีโอไดเมี่ยมปฎิบัติการทางเสียงประสิทธิภาพสูง

     เมื่อเสียงเพลงคือมนต์เสน่ห์ที่ขับขานจากภายนอกสู่ภายใน เสียงเพลงและดนตรี มิใช่อาหารที่ต้องรับประทานครบทั้ง 3 มื้อ มิใช่สิ่งจำเป็น แต่..ทำไมมนุษย์ต้องมีเพลงในหัวใจ ทำไมหัวใจต้องขับขานบทกวีอยู่ภายใน ทำไมไม่ใช้ชีวิตแบบเดียวกับเดรัจฉาน ที่กินเพื่ออยู่ไม่ต้องสะสมทรัพย์ ไม่ต้องสร้างบ้าน ไม่ต้องลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯ
 และเพลงที่ฟังนั้นต้องดี ไพเราะ บ่งบอกได้ถึงภาวะอารมณ์ต่าง ๆ  เครื่องเสียงที่เป็นตัวถ่ายทอดเสียง จึงถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แม้บางเวลา มันถูกกระชากให้ลดความหนาของเสียงไปบ้าง ให้อึกทึกเกินไปบ้าง ให้บางไปบ้าง ด้วยมายาจริตและมายาพาณิชย์ แต่ไม่กี่วันมันก็เดินทางไปสู่ความชัดเจน มันเหมือนขุมทรัพย์ทางจิตวิญญาณที่มนุษย์มีลายแทงอยู่ใน DNA ที่วันหนึ่งเขาต้องถูกกระแสจิตภายในเรียกร้องให้แสวงหา การคิดค้นให้การถ่ายทอดเสียงดนตรีมาดีมีประสิทธิภาพ จึงเป็นศาสตร์และศิลปะอันเสมือนขุมทรัพย์ที่ปลายฟ้า..


ย้อนรอยที่มาของลำโพง
    นี่มิใช่การพูดถึงเนื้อหาของลำโพงในเชิงประวัติศาสตร์ แต่จะเป็นการพูดบริบทของมันว่าเริ่มต้นมาจากการที่ อะเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ คิดเรื่องตัวถ่ายทอดเสียง(Transducer)ได้เมื่อปี ค.ศ.1876 เขาคิดเรื่องตัวถ่ายทอดเสียงเพื่อมาใช้ในการติดต่อโทรศัพท์


       


ตัวถ่ายทอดเสียงในโทรศัพท์อันดับแรกสุดแสดงไว้ในรูปที่ 1 โดยเมื่อสัญญาณถูกจ่ายเข้าขดลวดโซลินอยด์ มันทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้น เกิดเป็นคลื่นเสียงอะนาล็อก เสียงที่เกิดขึ้นมาจากการสั่นของแผ่นเหล็กบางๆ ที่เป็นไดอะแฟรม(ไดอะแฟรมในยุคแรกจึงหมายถึงแผ่นสั่นของหูโทรศัพท์)  ในตอนแรกนั้นสัญญาณที่ได้ออกมาเป็นไปในลักษณะของสัญญาณเร็กติฟาย เพราะมีการสั่นในด้านเดียว หรือแบบยูนิโพล่าร์
      การใช้แผ่นเหล็กเป็นตัวสั่นเพื่อกำเนิดเสียงหรือตัวถ่ายทอดสัญญาณแบบมูฟวิ่ง-ไอรอน เป็นการยากที่จะทำให้เสียงออกมามีความชัดเจน การทำให้เสียงออกมากว้าง ดัง ต้องทำตัวถ่ายทอดเสียงให้มีขนาดใหญ่ ท่านคงเคยเห็นภาพของโทรศัพท์โบราณแบบที่มีหูฟังขนาดใหญ่นี้จากภาพเก่า ๆ หรือในภาพยนตร์ย้อนยุค ตัวถ่ายทอดเสียงของโทรศัพท์ขนาดใหญ่นี้เองที่ถูกเรียกว่า "ลาวด์สปีคเกอร์" (Loudspeaking)(อ้างจากข้อเขียนของ จอห์น วิตคินสัน จากหนังสือ Loudspeaker and Headphone Handbook ฉบับพิมพ์ครั้งที่3 หน้า44, ค.ศ.2001)

     



บันทึกการเข้า


• นายนิมิต บัวสำลี (อั๋น) งานซ่อมบำรุง โรงพยาบาลทัพทัน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี
• หมายเลขบัญชี 558-225709-2 ธ.ไทยพาณิชย์  สาขาอุทัยธานี
• ติดต่อที facebook :  http://www.facebook.com/nimit.un
• E-mail  : Nimit-un@hotmail.com
{} LINE ID::ปิดใช้งานชั่วคราว
นิมิต บัวสำลี
สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม
ผู้อำนวยการสร้างศูนย์สื่อ
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*******

คะแนนแบ่งปันความรู้ 276
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,678

Thank You
-Given: 285
-Receive: 1776


สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2008, 03:00:38 pm »

เสียงของลำโพงแบบนี้มาจากมาตรฐานของกลไกให้เสียงแหลมๆ มันจึงถูกแทนที่ด้วยขดลวดที่เรียกว่า "มูฟวิ่งคอยล์มอเตอร์" (Moving-coil motor)
       คำว่า "มอเตอร์" หมายถึงอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ เคลื่อนไหวขยับได้ มอเตอร์ของลำโพงในปัจจุบันจึงหมายถึง ชุดวอยซ์คอยส์นั่นเอง
ปี ค.ศ.1898 ตัวถ่ายทอดเสียงแบบมูฟวิ่งคอยล์ ถูกคิดค้นโดย เซอร์ โอลิเวอร์ลอร์ด แต่ข้อด้อยของตัวถ่ายทอดเสียงแบบนี้คือ ต้องมีภาคขยายสัญญาณเข้ามาร่วมด้วยจึงจะขับเสียงออกมาได้ ลำโพงแบบมูฟวิ่งคอยล์ จึงถูกนำไปใช้ควบคู่กับการพัฒนาหลอดสุญญากาศหรือหลอดเทอร์มิโอนิค มันจึงไปมีบทบาทในวงการวิทยุ(Wireless)
 ลำโพงแบบมูฟวิ่งคอยล์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเมื่อ 'ไรซ์' และ 'เคลล็อก' สร้างลำโพง Radola104 ขึ้นในทศวรรษ 1920 เป็นลำโพงแบบ แอ็กตีฟ คือมีเครื่องขยายคลาส A กำลังขับ 10 วัตต์ บรรจุอยู่ภายในตัวตู้ขนาดหน้าตัด 610ตารางมิลลิเมตร ขับลำโพงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 152 มิลลิเมตร ภาคขยายทำให้เกิดสนามไฟฟ้าผลักขดลวดให้เคลื่อนที่ แม่เหล็กถาวรที่จะขับเสียงออกมาได้นั้นต้องมีความเข้มพอ จึงใช้ขดลวดฟิลด์คอยล์เหนี่ยวนำเพิ่มเพื่อทำให้การเคลื่อนที่ของมูฟวิ่งคอยล์เคลื่อนที่ได้ 2 ทางและกำลังเสียงออกมามากขึ้นเหมือนโช้คที่มีความนิ่มนวล เมื่อนำมาใช้กับวงจรขยายเสียงที่มีไฟเลี้ยงสูงๆ

 
   


หลายท่านอาจจะเคยเห็น ลำโพงบางยี่ห้อที่นำมาโชว์ในงานเครื่องเสียงมีการเสียบไฟเข้าตัวลำโพงแล้วทำให้เสียงดังเพิ่มขึ้นและถือว่าเป็นที่ชื่นชอบของนักฟังเพลงจากเทริ์นเทเบิ้ล ทั้งที่ความจริงแล้ว ลำโพงดังกล่าวเป็นของโบราณที่สุด แต่มีการนำเอาความโบราณมาบอกขายว่านี่คือ สุดยอดลำโพงแมกเนติกฟิลด์
 ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีของแม่เหล็กขึ้นมาใช้เพื่องานเสียงในทศวรรษ 1930 ฟิลด์คอยล์ จึงถูกแทนที่ด้วยแม่เหล็กรุ่นใหม่ที่ทำมาจากเฟอร์ไรต์ ดังนั้นลำโพงในรุ่นต่อมาจึงมีรูปร่างที่คล้ายกับลำโพงในยุคปัจจุบัน โดยเมื่อพิจารณาองค์ประกอบของลำโพงราคาถูกที่มีองค์ประกอบพื้นฐานที่สุด  สามารถดูได้จากรูปที่ 2 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบการทำงานในลักษณะตีปะทะเพื่อให้เกิดเสียง แต่ลำโพงในยุคใหม่ใช้การกระพือเสียงจากกรวยลำโพง โดยแม่เหล็กแผ่กระจายออก ส่งสนามแม่เหล็กไปยังขดลวด(คอยล์) คอยล์เป็นตัวรับสัญญาณกระแสไฟฟ้าของเสียงจากภาคขยายสัญญาณเสียง จึงเรียกคอยล์ในเลาต่อมาว่า "วอยซ์คอยล์"


คอยล์เป็นตัวขับอยู่ตรงกลางไดอะแฟรม (Diaphragm หมายถึงตัวที่ทำหน้าที่สั่นให้เกิดเสียง ในที่นี้ไดอะแฟรมคือกรวยลำโพงหรือ Cone นั่นเอง) โดยมีอุปกรณ์ยึดคอยล์เข้ากับโครงลำโพง เพื่อต่อไปยังกรวยลำโพงเรียกว่า"สไปเดอร์"(Spider)ปลายขอบของกรวยด้านที่ผายออก ยึดไว้กับของ"เซอร์ราวด์"(Surround) ที่มีความยืดหยุ่น เพื่อให้การขยับของกรวยเกิดความสมดุล ราบรื่น ที่โคนกรวยมีโดมครอบไว้เรียกว่า"ดัสต์แก๊ป"(Dust cap) ให้ความหมายว่าเป็นเหมือนหมวกกันฝุ่น แต่ความจริงแล้วดัสต์แก๊ปเป็นตัวปรับหรือรองรับความเป็นอะคูสติกให้กับกรวยอีกทีหนึ่ง

    ในความจริงแล้ว ลำโพงมิใช่จะมีความลงตัวเพียงเท่านี้ มีการคิดไปถึงว่าหากมีการทำให้ส่วนที่เคลื่อนที่เบาลง จะทำให้เสียงดังมากขึ้น ใสขึ้น จึงมีการคิดค้นลำโพงแบบ"ริบบอน" ขึ้นมา  ในขณะอีกสำนักคิดบอกว่าปัญหาของลำโพงอยู่ที่ประสิทธิภาพของแม่เหล้ก จึงหลีกหนีปัญหาโดยไม่ใช้แม่เหล็กออกแบบลำโพงแบบ"อิเล็กโตรสแตติก"ที่ทำงานด้วยแรงดันไฟสูง  แต่ลำโพงแบบมูฟวิ่งคอยล์ ก็ยังเป็นที่นิยมเพราะสร้างง่ายและราคาอยู่ในงบประมาณที่ต่ำกว่า ตัวมูฟวิ่งคอยล์เองก็มีการพัฒนาไปในหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของไดอะแฟรม แม่เหล็ก คอยล์ ซัสเพนชั่นตัวโครงและการแก้ปัญหาความร้อน ทั้งหมดนั้นถูกเรียกว่า"ทรานส์ดิวเซอร์ของลำโพง"(Transducer)  แต่ในวาระนี้จะพูดถึงเรื่องของแม่เหล็กเพียงอย่างเดียว
บันทึกการเข้า


• นายนิมิต บัวสำลี (อั๋น) งานซ่อมบำรุง โรงพยาบาลทัพทัน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี
• หมายเลขบัญชี 558-225709-2 ธ.ไทยพาณิชย์  สาขาอุทัยธานี
• ติดต่อที facebook :  http://www.facebook.com/nimit.un
• E-mail  : Nimit-un@hotmail.com
{} LINE ID::ปิดใช้งานชั่วคราว
นิมิต บัวสำลี
สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม
ผู้อำนวยการสร้างศูนย์สื่อ
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*******

คะแนนแบ่งปันความรู้ 276
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,678

Thank You
-Given: 285
-Receive: 1776


สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม


« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2008, 03:02:38 pm »

อำนาจสนามแม่เหล็ก
    ลำโพงส่วนใหญ่ใช้แม่เหล็กถาวรเป็นส่วนประกอบสำคัญ ในขณะที่มีการนำเอากระแสไฟฟ้าจ่ายผ่านเข้าไปยังขดลวดโซลินนอยด์เพื่อทำให้เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้น โดยกระแสนั้นต้องไม่มากเกินกว่าโซลินอยด์หรือลวดจะรับได้ ผลของสนามแม่เหล็กหรือขั้วแม่เหล็กที่เกิดขึ้นเกิดการผลักและดูดกัน ทำให้ลวดเกิดการขยับตัว(กลายเป็นขดลวดมูฟวิ่งคอยล์)โยงต่อไปยังตัวกรวยที่กำเนิดเสียงด้วยการสั่นในเวลาเดียวกัน เพราะอำนาจแม่เหล็กเป็นวงโคจรของอิเล็กตรอนแบบหนึ่งในโครงสร้างของอะตอม ความต่างของวงโคจรอยู่ที่จำนวนของอิเล็กตรอน วัสดุที่ไม่เป็นสารแม่เหล็กมีจำนวนรอบของวงโคจรของอิเล็กตรอนเป็นจำนวนคี่ ครึ่งหนึ่งของอิเล็กตรอนหมุนต้านแรงเป็นปฎิเสธกับอณูแม่เหล็ก ในขณะที่สารซึ่งมีวงโคจรของอิเล็กตรอนคู่ไม่ขัดแย้งกับอนุภาคแม่เหล็ก จึงเรียกสารที่ไม่ขัดแย้งกับอนุภาคแม่เหล็กว่า"สารแม่เหล็ก"(Ferromagneticmaterials)อย่างเช่น เหล็ก โคบอลต์ หรือนิกเกิ้ล ซึ่งเป็นสารที่อิเล็กตรอนหมุนแล้วก่อให้เกิดพลังงานแม่เหล็กจำนวนมาก  การหมุนแบบขนานของอิเล็กตรอนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สารแม่เหล็กไม่แสดงอำนาจแม่เหล็ก






ต้องเข้าใจกันในเบื้องต้นก่อนว่าสารแม่เหล็กโดยทั่วไป เมื่อนำมาเหนี่ยวนำเรียงโมเลกุลมันจะมีอำนาจแม่เหล็กเกิดขึ้น แต่ในการนำมาทำลำโพงนั้นต้องมีประสิทธิภาพสูงกว่าแม่เหล็กในงานปกติ เมื่อมองไปที่แท่งสารแม่เหล็กที่ยังไม่เป็นแม่เหล็ก มันจะยังยังไม่เกิดโครงข่ายเพราะมีการแบ่งพื้นที่ขอบเขตการเคลื่อนตัวในลักษณะสมดุลและมีทิศทางตรงกันข้าม ดังแสดงไว้ในรูปที่3 (ก) เมื่อสารแม่เหล็กถูกแบ่งออกเป็นส่วน ทำให้อำนาจพลังงานแม่เหล็กลดลงขอบเขตที่เป็นผนังของแม่เหล้กเกิดขึ้นราว 0.1 ไมโครเมตร แกนของการหมุนจะค่อยๆ ลาดเอียงจากแกนหนึ่งไปยังแกนอื่นๆ สนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นภายนอกต้องออกมาคงที่และเพิ่มขอบข่ายการหมุนแกนจากตัวหนึ่งไปยังตัวหนึ่ง หากเป็นดังนี้ขอบข่ายของสนามแม่เหล็กจะเพิ่มมากขึ้น โดยหลัก การนี้โครงข่ายการเคลื่อนที่ของแม่เหล็กในแท่งสารไม่เกินค่าศูนย์

หลักการดังกล่าวนี้ยังเอาไปใช้อธิบายเรื่องการเกิดฮีตเตอรีซิสลูพ เมื่อมีการลากกราฟผลการทดลอง(พล๊อตPlotting) ผลของอำนาจแม่เหล็ก B กับการเกิดสนามแม่เหล็กภายนอก H ซึ่งเป็นการอธิบายโดยบาร์ฮาวเซน แสดงให้เห็นถึงไม่เป็นสัดส่วนของการเกิดอำนาจสนามแม่เหล็ก  หากในการสร้างแม่เหล็กสามารถทำให้การเคลื่อนของโดเมนไปทางเดียวกันได้ประสิทธิภาพแม่เหล็กจะเกิดมากที่สุด (หัวลูกศรในรูปที่4 พุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ไม่แบ่งพื้นที่โดเมนออกเป็น 4 ส่วนที่ปรากฏในส่วนกลางๆของกราฟ)

 
บันทึกการเข้า


• นายนิมิต บัวสำลี (อั๋น) งานซ่อมบำรุง โรงพยาบาลทัพทัน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี
• หมายเลขบัญชี 558-225709-2 ธ.ไทยพาณิชย์  สาขาอุทัยธานี
• ติดต่อที facebook :  http://www.facebook.com/nimit.un
• E-mail  : Nimit-un@hotmail.com
{} LINE ID::ปิดใช้งานชั่วคราว
นิมิต บัวสำลี
สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม
ผู้อำนวยการสร้างศูนย์สื่อ
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*******

คะแนนแบ่งปันความรู้ 276
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,678

Thank You
-Given: 285
-Receive: 1776


สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม


« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2008, 03:06:59 pm »

แต่หากพิจารณารูปที่ 5 เป็นกราฟคุณสมบัติของสารแม่เหล็กแบบต่างๆ  ตั้งแต่เฟอร์ไรต์ ที่มีค่าความเป็นสารแม่เหล็กที่ให้สนามแม่เหล็กต่ำ ถัดมาเป็นดคบอลต์ และที่ให้ค่าสนามแม่เหล็กสูงสุดคือ เหล็กนีโอไดเมี่ยมโบรอน




กำลังงานสูงสุดที่เกิดกับลำโพงมาจากค่ารีลักแตนซ์ภายในเท่ากับค่ารีลักแตนซ์ภายนอก เมื่อมีการจ่ายพลังงานสูงสุดเรียกว่า Vlmax เข้าสู่ลำโพงที่เป็นโหลด วงจรแม่เหล็กจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ค่า BHmax ของตัวลำโพงจึงกล่าวได้ว่า ค่า BH ของตัวลำโพงซึ่งมาจากประสิทธิภาพของแม่เหล็ก มีผลโดยตรงกับพลังงานเสียง
     การจะทำให้ลำโพงทำงานได้ดี แม่เหล็กต้องใหญ่และต้องใช้งบประมาณสูงลำโพงวัตต์สูงต้องมีพลังงานแม่เหล็กเป็นกิโลจูลต่อลูกบาศก์เมตรหรือมีค่าเป็นเมกะเก๊าซ์-โอร์สเตด

     ในศตวรรษที่ 20 สารแม่เหล้กที่เอามาทำเหล็กถาวรเบื้องต้นซึ่งทำจากโลหะคาร์บอนแบบแก้วแข็ง(Glass-hard carbon steel) ได้แม่เหล็ก 1.6kJ/m3
 ใน ค.ศ.1920 ฮอนด้าและทาคี ค้นพบโลหะโคบอลต์ ปี ค.ศ.1934 ฮอร์ สเบิร์ก และ เทตเลย์ พัฒนาตัวโคบอลต์ เป็นแม่เหล็ก Alnico ที่มีกำลัง 12.8kJ/m3 เป็นการนำเอาระบบของเหล็กโคบอลต์นิกเกิ้ล-อะลูมิเนียมมาผสมกับทองแดง
 ปี ค.ศ.1938 โอลิเวอร์ และเชดเดน ได้ค้นพบวิธีการทำให้แม่เหล็กเย็นลงและสามารถเพิ่มความเข้มของพลังงานแม่เหล็กหรือเพิ่มค่า BH ได้มากขึ้นในปี ค.ศ.1948 ค่าBH ที่ได้สูงถึง 60kJ/m3 ทำให้ลำโพงแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างมากยี่ห้อที่นำเอาแม่เหล็กแบบนี้มาใช้ครั้งแรกคือยี่ห้อ Alcomax
 ส่วนสารแม่เหล็กอื่นๆ ที่นิยมนำมาทำแม่เหล็กลำโพงมีอย่างเช่น ไททาเนี่ยม, โคบอลต์, นิกเกิ้ล,เหล็ก,อะลูมิเนี่ยมและทองแดง อย่างเช่นที่ถูกนำมาใช้ในลำโพงยี่ห้อ Ticonal






ความจริงของแม่เหล็กจากเฟอร์ไรต์-นีโอไดเมี่ยม
 ค.ศ.1930 อุตสาหกรรมโทรศัพท์ได้เปลี่ยนมาใช้เฟอร์ไรต์ แทนที่การใช้วัสดุสารแม่เหล็กนอนอินดักตีฟอย่างอ่อนวงการโทรศัพท์หันมาใช้"แบเรี่ยมเฟอร์ไรต์" ซึ่งมาจากสารผสมของเฟอร์รัสเฟอร์ไรต์กับแบเรี่ยมไอออน ค่า BH ของแบเรี่ยมเฟอร์ไรต์ มีค่าน้อยเพียง 30kJ/m3 แต่มันมีราคาถูกเมื่อเทียบกับวัสดุอื่น เสียงที่ออกลำโพงจึงดังไม่ออก และคุณภาพเสียงพอฟังได้เท่านั้น
 ในช่วงเกิดสงคราม ในประเทศซาอีหรือประเทศแซร์ สตอนเทียมเฟอร์ไรต์ ถูกนำมาใช้เพราะ โคบอลต์มีราคาแพงตัวแม่เหล็กแบบเฟอร์ไรต์จึงมีบทบาทในช่วงนั้น แม้ว่าจะมีค่า B ต่ำมากก็ตามแต่ตลาดกลับตอบรับอย่างกว้างขวางและลำโพงแบบแม่เหล็กใหญ่ก็กระจายไปทุกภูมิภาคของโลก เมื่อลำโพงที่ใช้แม่เหล็กแบบโคบอลต์กลับมาอีกครั้ง ลำโพงแบบเฟอร์ไรต์จึงกลายเป็นลำโพงเกรดล่างที่กินวัตต์ไปโดยปริยาย และมีความร้อนที่คิดเป็นค่าอุณหภูมิคูรี่(Curie temperature) สูงเมื่อขับกำลังมากๆ จึงทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องขยายเสียงลดลงด้วย
 ในภูมิภาคเอเชียแบบประเทศไทยเมื่อความนิยมลำโพงแบบเฟอร์ไรต์ยังมีอยู่มาก อันเนื่องจากปัจจัยด้านราคาจึงทำให้เกิดการนำเอาลำโพงแบบกินวัตต์นี้ไปใช้กับเครื่องขยายมอสเฟทกำลังสูงๆ  มาดูความจริงของแม่เหล็กโคบอลต์ทั่วไป มีค่า BH ประมาณ 160kJ/m3 แต่เมื่อดูความจริงของแม่เหล็กนีโอไดเมี่ยม ไอรอน โบรอน(Neodymiumiron boron magnets) ให้ค่า BH ที่ 280kJ/m3 จึงบอกได้ว่าประสิทธิภาพของลำโพงแบบนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดในขณะนี้ เพียงแต่ตลาดของลำโพงแบบนี้มีเพียง 10% ของตลาดลำโพงทั้งหมด

บันทึกการเข้า


• นายนิมิต บัวสำลี (อั๋น) งานซ่อมบำรุง โรงพยาบาลทัพทัน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี
• หมายเลขบัญชี 558-225709-2 ธ.ไทยพาณิชย์  สาขาอุทัยธานี
• ติดต่อที facebook :  http://www.facebook.com/nimit.un
• E-mail  : Nimit-un@hotmail.com
{} LINE ID::ปิดใช้งานชั่วคราว
นิมิต บัวสำลี
สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม
ผู้อำนวยการสร้างศูนย์สื่อ
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*******

คะแนนแบ่งปันความรู้ 276
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,678

Thank You
-Given: 285
-Receive: 1776


สร้างเว็บ เพื่อสร้างสังคม


« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2008, 03:09:59 pm »








ปัญหาของลำโพงแบบเฟอร์ไรต์ ก็คือการรั่วไหลของสนามแม่เหล็ก ดังแสดงภาพเอาไว้ใน รูปที่ 10 เมื่อดูรูปที่ 10ก ลำโพงเป็นชนิดที่ใช้วอยซ์คอยล์กลมในทางปฎิบัติมันจะให้สนามแม่เหล็กออกมาเป็นรูปวงกลมทอรอยด์ มีแม่เหล็กถาวรอยู่กลาง สังเกตว่าสนามของทอรอยด์ไม่ได้วิ่งเข้าจุดตรงกลาง ต้องขยับฟลักซ์แม่เข้าใกล้กัน ในขณะที่ลำโพงเฟอร์ไรต์เดิมๆนั้นมีฟลักซ์เหมือนอย่าง รูปที่10 ข. ทำให้ฟลักซ์จำนวนมากไหลหนีออกจากจุดกลางกลายเป็นการรั่วของสนามแม่เหล็ก(Leakage) การแก้ปัญหาคือเพิ่มขนาดของวอยซ์คอยล์ให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้น ดังวิธีการในรูปที่ 10ค. ใส่วอยซ์คอยล์ เอาไว้ด้านนอกตัวแม่เหล็ก สร้างขั้วโพลพีซนำฟลักซ์ให้มีทิศทางกระทำโดยตรงต่อสนามไฟฟ้าของวอยซ์คอยล์ เพื่อลดการรั่วของสนามแม่เหล็กลงไปจำนวนหนึ่ง
 แต่หากนำไปเปรียบเทียบกับนีโอไดเมี่ยม ความแตกต่างในเรื่องพลังงานแม่เหล็กมีความเด่นชัดมาก แม่เหล็กพลังสูง (High-energy magnetic materials) ของ Neodymium iron boron ทำให้แม่เหล็กแบบนี้มีขนาดเล็กกว่าทำให้ใช้กับวอยซ์คอยล์ขนาดเล็กได้ ให้ค่าการรั่วไหลของแม่เหล็กน้อยกว่า เพียงแต่ราคาแพงกว่าเท่านั้น
 รูปที่ 11 เป็นการแสดงวงจร แม่เหล็กที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซิมมูเลตออกมา เมื่อนำเอาแม่เหล็กนีโอไดเมี่ยมมาสอดเข้าไปในวอยซ์คอยล์ อ้างอิงจากการทดสอบของจอห์น บอร์วิกค์ ที่ทำการทดสอบกับลำโพงวูฟเฟอร์ขนาด200มิลลิเมตร(ลำโพง 8 นิ้ว) แสดงให้เห็นถึงการรั่วไหลของสนามแม่เหล็กน้อยมากในขณะที่พลังงานสูงมากไม่น้อยกว่า 20 เท่าของเฟอร์ไรต์

เตรียบพบกับลำโพงนีโอดีเมี่ยมพันธุ์ไทย
      เมื่อฐานการผลิต ลำโพงนีโอดีเมี่ยมที่ส่งขายประเทศสหรัฐอเมริกา ขยายฐานมาอยู่ในประเทศไทย จึงเป็นโชคดีของคนไทยที่จะได้ทดสอบ ทดลอง ลำโพงนวัตกรรมใหม่นี้ ในราคาถูกลง เป็นราคาที่คุณสามารถเป็นเจ้าของได้
      อย่างน้อยตอนนี้มีวางตลาดอยู่ 2 เจ้า คือ P.Audio กับ GIP แน่นอน ตลาดเสียงกลางแจ้งตั้งแต่ปี      พ.ศ.2548 ฝุ่นตลบแน่นอนคอยดูความสะใจครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้.....

เจน สงสมพันธุ์
คัดมาจาก  : อิเล็กทรอนิกส์แฮนด์บุ๊ค Vol.98 (ปีที่13) ตุลาคม




*หมายเหตุ  คัดลอกจาก   www.stunitedsupply.com
บันทึกการเข้า


• นายนิมิต บัวสำลี (อั๋น) งานซ่อมบำรุง โรงพยาบาลทัพทัน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี
• หมายเลขบัญชี 558-225709-2 ธ.ไทยพาณิชย์  สาขาอุทัยธานี
• ติดต่อที facebook :  http://www.facebook.com/nimit.un
• E-mail  : Nimit-un@hotmail.com
{} LINE ID::ปิดใช้งานชั่วคราว
MDC
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*

คะแนนแบ่งปันความรู้ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 70

Thank You
-Given: 1
-Receive: 27


« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 23, 2009, 11:15:36 pm »

ความรู้ทั้งนั้น จดๆๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า
sss0224™
VIP 1 กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
**

คะแนนแบ่งปันความรู้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 519

Thank You
-Given: 0
-Receive: 241


ความรู้ไม่มีวันตาย


« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 16, 2009, 03:05:14 pm »

       สิ่งดีๆ มีความรู้เยอะแยะเลยครับ 
บันทึกการเข้า

เอส.อิเล็กทรอนิกส์ & แอร์เซอร์วิส
228/10 หมู่7 ต.ท่าโพธิ์  อ.เมือง  จ.พิษณุโลก 65000
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2015, Simple Machines
Thai language by ThaiSMF | Modification by VBNeverDie.Com


Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.062 วินาที กับ 23 คำสั่ง