สื่อสร้างสรรค์  เพื่อคนรักเครื่องเสียง
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน มีนาคม 27, 2017, 07:34:17 pm


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นานาสาระ#4 การอ่านค่ารีซิสเตอร์แบบ ชิป หรือ SMD  (อ่าน 23018 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
loi
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 99
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 734

Thank You
-Given: 14
-Receive: 397



« เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 01:49:29 pm »

..
เนื่องจาก มีหลายท่าน สงสัยในการอ่านค่าของ รีซิสเตอร์ แบบชิป  หรือ SMD ว่า มีหลักการอ่านค่าอย่างไร 
เพราะส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการอ่าน แถบสี บนตัวรีซิสเตอร์ พอมาเจอเป็นตัวเลขหรือตัวอักษร ก็ไม่รู้ว่าจะอ่านอย่างไร

ดังนั้นผมจึงขอเสนอ การอ่านค่ารีซิสเตอร์แบบชิป ไว้ตรงนี้  เพื่อเป็นประโยชน์กับส่วนรวม เป็นการพัฒนาความรู้ของช่าง
โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ ผมจะใช้จากเว็ปไซด์ตามที่ให้เครดิตไว้ เผื่อท่านที่สนใจไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ เพราะใช้ภาษาง่าย ๆ อ่านเข้าใจได้เร็ว (สำหรับคนที่พอได้ภาษาอังกฤษ)
บันทึกการเข้า
loi
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 99
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 734

Thank You
-Given: 14
-Receive: 397



« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 01:51:20 pm »

ปกติ R ที่เราคุ้นเคยแต่ก่อนเก่า หรือแบบพิมพ์นิยม จะแสดงค่า โดยใช้แถบสี คาด รอบตัว
โดยสีแต่ละสี จะมีความหมายเป็นตัวเลข หรือ ค่าที่กำหนด   ช่างส่วนใหญ่จะถนัดในการอ่านค่า พอเห็นก็อ่านได้เลย
ค่าที่แสดงนอกจากจะบอกค่าโอห์ม แล้ว ยังบอกค่าความคลาดเคลื่อน หรือ  tolerance ไว้ด้วย
เป็น บวกลบ 20% 10% 5% 2% 1% ...ฯลฯ

ปัจจุบันมีการสร้างรีซิสเตอร์ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อใช้ในการติดตั้งแบบติดที่ผิว เป็น SMD
ก็เลยมี R แบบชิป  ลักษณะจะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ  การแสดงค่าก็ใช้วิธีพิมพ์ตัวเลขหรือตัวอักษร ติดบนตัว R
การอ่านค่า ก็เลยเปลี่ยนมาอ่านค่าตัวเลขตัวอักษร แทนการอ่านแถบสี

สำหรับวิธีการอ่านค่าตัวเลขนั้น  ก็ใช้วิธีคลาสสิค หมายถึงวิธีที่ง่าย ๆ ประยุกต์จากของเดิม เพื่อไม่ให้สับสนมาก
เดิมอ่านแถบสี อย่างไร กรณีตัวเลขก็ให้อ่านอย่างนั้น
จำนวนหลักของตัวเลขบน R แบบชิป  เปรียบได้กับ จำนวนแถบสีของ R แบบเดิม ไม่นับแถบแสดงค่าคลาดเคลื่อน
คือ เอาเฉพาะส่วนที่แสดงค่าโอห์ม

R แบบเดิม แถบสีแถบสุดท้าย (ไม่นับแถบแสดงค่าคลาดเคลื่อน) จะเป็นตัวคูณ 10 ยกกำลัง หรือจำนวนเลขศูนย์ที่ต่อท้าย
แถบสีที่เหลือข้างหน้า ก็เป็นตัวเลขข้างหน้า

พอมาทำเป็น R แบบชิป  ตัวเลขแต่ละหลักก็แทนแถบสีแต่ละแถบ  ตัวเลขหลักสุดท้ายก็จะเป็นตัวคูณ 10 ยกกำลัง หรือจำนวนเลขศูนย์ที่ต่อท้าย  ตัวเลขหลักหน้าที่เหลือทั้งหมด ก็แทนตัวเลขข้างหน้า 
จะเห็นว่า วิธีอ่านใช้หลักการแบบเดิม ที่คลาสสิคสุด ๆ   แต่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องไปจำรหัสสี  อันนี้บอกกันตรง ๆ ไม่ต้องใบ้ว่าเป็นเลขอะไร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 18, 2013, 02:01:02 pm โดย loi » บันทึกการเข้า
loi
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 99
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 734

Thank You
-Given: 14
-Receive: 397



« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 01:56:12 pm »

การแสดงค่าบน R แบบชิป มีทั้งแบบแสดงตัวเลขทั้งหมด และ แบบตัวเลขผสมตัวอักษรอังกฤษ
แบบที่เป็นตัวเลขทั้งหมด จะพบมากที่สุด  มี 2 แบบ คือ แบบตัวเลข 3 หลัก และแบบตัวเลข 4 หลัก
วิธีการอ่าน ก็อย่างที่บอกข้างต้นแล้ว


หลักการอ่านค่าเบื้องต้นง่าย ๆ สำหรับแบบตัวเลข 3 หลักและแบบตัวเลข 4 หลักคือ

ตัวเลขหลักสุดท้าย จะบอกจำนวนเลขศูนย์ที่ต่อท้าย หรือ ตัวคูณ 10 ยกกำลัง แบบเดียวกับการอ่านรหัสสี แต่อันนี้บอกเป็นตัวเลขมาเลยไม่ต้องแปลให้เสียเวลา
ส่วนตัวเลขข้างหน้าที่เหลือ 2 หรือ 3 หลักก็ตัวเลข 2 หลักหรือ 3 หลักหน้านั่นเอง เหมือนแถบสี แต่ไม่ต้องแปล

มีข้อยกเว้นอยู่ คือ กรณีที่ R ตัวนั้นมีค่าน้อยกว่า 10 โอห์ม  จะไม่มีตัวคูณ  แต่จะใช้ตัวอักษร R เข้ามาปนด้วย

และ จะเปลี่ยนวิธีการอ่านใหม่ โดย อ่านเรียงตัวเลขทั้งหมด ตรงตัว R ให้แทนด้วยจุด หรืออ่านว่าจุด แทน
นั่นคือ ตัวเลขก่อนตัวอักษร R เป็นเลขหน้าจุดทศนิยม  ตัวเลขหลังตัวอักษร R เป็นตัวเลขหลังจุดทศนิยม

ตัวอย่างแบบ 3 หลัก เช่น
220       0 บอกว่ามีศูนย์ต่อท้าย ศูนย์ตัว คือ ไม่มีศูนย์ต่อท้าย     2 ตัวหน้าคือ 22     ดังนั้นคือ 22 โอห์ม ไม่ใช่ 220 โอห์ม
471       1 บอกว่ามีศูนย์ 1 ตัวต่อท้าย      2 ตัวหน้าคือ 47       ดังนั้นค่าคือ 470 โอห์ม
103       3 คือ มีศูนย์ต่อท้าย 3 ตัว         2 ตัวหน้าคือ 10      ดังนั้นค่าคือ 10000 โอห์ม
3R3       R คือ จุด ก็อ่านเรียงไปเลย  3 จุด 3    ค่าคือ 3.3 โอห์ม
R47       อ่านเรียงเป็น จุด 47   คือ  0.47 โอห์ม

ทำนองเดียวกันแบบตัวเลข 4 หลัก เช่น
4700      0 บอกว่ามีศูนย์ต่อท้าย ศูนย์ตัว คือ ไม่มีศูนย์ต่อท้าย      3 ตัวหน้าคือ 470     ดังนั้นคือ 470 โอห์ม ไม่ใช่ 4700 โอห์ม
9531      1 บอกว่ามีศูนย์ต่อท้าย 1 ตัว         3 ตัวหน้าคือ 953    ดังนั้นคือ 9530 โอห์ม
15R0      อ่านเรียงเป็น 15 จุด 0    คือ 15.0 โอห์ม
0R51      อ่านเรียงเป็น 0 จุด 51  คือ 0.51 โอห์ม
R133      อ่านเรียงเป็น จุด 133  คือ 0.133 โอห์ม

ถ้าเป็น 0  00 000 0000   ก็เป็นจัมเปอร์ หรือ link  คือ ศูนย์โอห์ม

ตามรูป
1764 คือ 1760000 โอห์ม           301 คือ 300 โอห์ม
6R2 คือ 6.2 โอห์ม                    122 คือ 1200 โอห์ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 18, 2013, 02:01:23 pm โดย loi » บันทึกการเข้า
loi
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 99
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 734

Thank You
-Given: 14
-Receive: 397



« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 01:57:37 pm »

ยังมีข้อปลีกย่อยพิเศษอีกเช่น
ใช้ ตัว M  และตัว K มาผสมเข้าไป
การอ่านก็อ่านเป็นจุด เหมือนเดิม แต่ลงท้ายว่า M หรือ K
ตามในรูป
K47 อ่านว่า  จุด 47 K  คือ 470 โอห์ม
4K7  อ่านว่า 4 จุด 7 K  คือ 4.7K
M47  อ่านว่า จุด 47 M  ก็คือ  0.47M

ตามรูปนี้ จะเห็นว่า ผู้ผลิตเลี่ยงการใช้หลักสุดท้ายเป็นศูนย์ เพราะกลัวเข้าใจผิด
เช่น  470  คือ  47 โอห์ม ไม่ใช่ 470 โอห์ม    ก็เลยใช้ 47R แทน อ่านว่า 47 จุด ก็คือ 47 โอห์มนั่นเอง เข้าใจง่ายกว่า
บันทึกการเข้า
loi
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 99
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 734

Thank You
-Given: 14
-Receive: 397



« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 01:58:46 pm »

ปกติ แบบตัวเลข 3 หลัก จะเป็น R แบบคลาดเคลื่อนบวกลบ 5%    ถ้ามากกว่านั้น จะทำเป็นแบบชิป
และแบบตัวเลข 4 หลัก จะคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 5% คือ 2% 1%

แต่บางกรณี แบบตัวเลข 3 หลัก ก็อาจจะเป็นแบบคลลาดเคลื่อนน้อย ก็ได้
โดย จะมีการขีดเส้นใต้ตัวเลข ตัวใดตัวหนึ่ง หรือทั้งสามตัว เพื่อแสดงว่า เป็น R ที่แม่นยำสูง คลาดเคลื่อนน้อย คือ 1% หรือ น้อยกว่า 1%   แต่อย่าสับสนกับ R ที่ใช้ในการตรวจจับกระแส แบบนั้นค่าต่ำกว่า 1 โอห์มซึ่งก็ใช้ขีดเส้นใต้เหมือนกัน

เมื่อไม่มีตัวเลขบอก ความคลาดเคลื่อน จะรู้ได้อย่างไรว่า %ความคลาดเคลื่อนเท่าไร
อันนี้ให้ดูจาก  ลำดับมาตรฐานหรือเลขอนุกรมมาตรฐาน ที่กำหนดไว้
บันทึกการเข้า
loi
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 99
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 734

Thank You
-Given: 14
-Receive: 397



« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 02:00:33 pm »

R ทุกแบบ จะถูกกำหนดว่าจะมีค่าใดได้บ้าง  ด้วยมาตรฐาน E หรือ EIA ตามความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน
ผู้กำหนดคือ Electronic Industries Association (EIA)

ที่เคยสงสัยว่า R ทำไมต้องเป็นค่า 1 1.2 2.7 3.3 หรืออะไร ๆ เป็น 1.3 2.1 3.4 ไม่ได้หรือ
ก็เพราะ ค่า R ถูกกำหนดโดยมาตรฐานนี้  จะไม่มีค่าแตกต่างจากนี้

มาตรฐานกำหนดไว้ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันการทำค่า R ซ้อนกันโดยไม่จำเป็น หรือ ไม่ให้มีค่า R มากมายหลายค่าเกินไป
เพราะก็ใช้งาน ก็คิดเผื่อตามความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้อยู่แล้ว

เช่น ถ้ากำหนดว่าคลาดเคลื่อนได้ บวกลบ 10%      R 100 โอห์ม ก็แทนได้ระหว่าง 90 ถึง 110 โอห์ม
ดังนั้น การทำ R 95 โอห์มจึงไม่จำเป็น เพราะสามารถใช้ R 100 โอห์มแทนได้อยู่แล้ว (เพราะยอมรับได้ 10%)
R ค่าต่อไปก็ควรจะเป็น 120 โอห์ม    เพราะแทน 108 ถึง 132 โอห์มได้  ในกรณียอมรับได้ 10%
ช่วงห่างของแต่ละค่าก็จะเป็น 20% โดยประมาณ

แต่ถ้ายอมรับได้ 5% ค่า R ที่กำหนดก็มีช่วงห่างแต่ละค่าน้อยลง คือเป็น 10%

การกำหนดตัวเลขที่ R ควรจะเป็น ก็คือ อนุกรม หรือ series ตามความผิดพลาดที่ยอมได้ บวกลบ
ปัจจุบัน R ใช้อนุกรม E ดังนี้
E6       20%
E12     10%
E24     5%
E48     2%
E96     1%
E192    0.5% 0.25% 0.1% และ 0.05%
สำหรับ R แบบชิป จะไม่มีอนุกรม E6 และ E12
ค่า R ตามอนุกรมต่าง ๆ แสดงตามรูป
 
อยากได้ค่าไหน ก็ใส่ศูนย์ ใส่จุดทศนิยม ใส่ K ใส่ M เข้าไปก็แล้วกัน ในอนุกรมนั้น
R จะมีเฉพาะค่าที่กำหนดเฉพาะในอนุกรมนั้น

อย่างเช่น  R 5% จะไม่มี 14K      แต่ R 1% 2% มี 14K
สำหรับ R แบบชิป อยากจะรู้ว่า อยู่ในอนุกรมไหนหรือคลาดเคลื่อนเท่าไร ก็ต้องเอาตัวเลขไปเทียบดูว่าอยู่ในอนุกรมไหน
แต่ถ้าตัวเลข 3 หลัก ก็เป็น 5% แน่ ๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 18, 2013, 02:02:49 pm โดย loi » บันทึกการเข้า
loi
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 99
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 734

Thank You
-Given: 14
-Receive: 397



« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 02:05:34 pm »

เนื่องจากตัวชิป มันเล็ก  บางทีมีที่ว่างไม่พอสำหรับพิมพ์ค่า โดยเฉพาะ 4 หลัก
ก็เลยออกมาตรฐานใหม่ มีการกำหนดอนุกรมใหม่ขึ้น คือ EIA-96   สำหรับ R SMD 1%

แบบนี้จะใช้ตัวเลข 2 หลัก และตัวอักษร 1 หลัก   ใช้แค่ 3 หลัก   แต่การอ่านจะยุ่งยากขึ้น

ตัวเลข 2 หลักหน้า แสดงรหัสค่าตัวหน้า อยากรู้ว่าเป็นค่าเท่าไร ก็ต้องเอารหัสตัวเลข 2 หลัก ไปเปิดตารางเทียบ ก็จะได้ค่า 3 ตัวหน้า
ตัวอักษร 1 หลักบอกว่า ตัวคูณเท่าไร

ตามตารางข้างล่าง มีตัวอย่างให้ดูด้วย  เช่น

01Y    เอา 01 ไปเทียบตารางได้ 100    Y ก็คูณ 0.01    ได้ค่า 100 คูณ 0.01    เท่ากับ 1 โอห์ม
68X    เอา 68 ไปเทียบตารางได้ 499    X ก็คูณ 0.1     ได้ค่า 499 คูณ 0.1      เท่ากับ 49.9 โอห์ม
76X    เอา 76 ไปเทียบตารางได้ 604    X ก็คูณ 0.1     ได้ค่า 604 คูณ 0.1      เท่ากับ 60.4 โอห์ม
01A    เอา 01 ไปเทียบตารางได้ 100    A ก็คูณ 1        ได้ค่า 100 คูณ 1        เท่ากับ 100 โอห์ม
29B    เอา 29 ไปเทียบตารางได้ 196    B ก็คูณ 10      ได้ค่า 196 คูณ 10       เท่ากับ 1960 โอห์ม หรือ 1.96K
01C    เอา 01 ไปเทียบตารางได้ 100    C ก็คูณ 100    ได้ค่า 100 คูณ 100     เท่ากับ 10000 โอห์ม หรือ 10K
บันทึกการเข้า
loi
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 99
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 734

Thank You
-Given: 14
-Receive: 397



« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 02:06:59 pm »

สำหรับ ค่ากำลังงานใช้งานของ R แบบชิป นั้น  ปกติดูจากตัวถังหรือขนาด ว่าเป็นแบบใด
ซึ่งมีตารางแสดงว่า เป็น package แบบไหน ขนาดเท่าไร ค่ากำลังงานใช้งานได้เท่าไร  ไว้ใช้เป็นแนวทาง
แต่ถ้าจะให้แน่นอน ก็ต้องดูดาต้าชีทอีกที

บันทึกการเข้า
loi
VIP 3
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 99
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 734

Thank You
-Given: 14
-Receive: 397



« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 02:09:01 pm »

คิดว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับช่างมือใหม่และเก่า อยู่บ้าง
รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมตามลิงค์ข้างล่าง


credit   http://www.hobby-hour.com/electronics/smdcalc.php

           http://www.analog.com/static/imported-files/rarely_asked_questions/moreInfo_raq_resistors.html
บันทึกการเข้า
ลุงหมอเหลียว
VIP 2
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
***

คะแนนแบ่งปันความรู้ 75
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 434

Thank You
-Given: 0
-Receive: 217


« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 05:25:53 pm »

+1
ขอบคุณมาก ๆ  ครับ  สำหรับความรู้ใหม่
บันทึกการเข้า

081-9626088
chompoo
VIP 2
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
***

คะแนนแบ่งปันความรู้ 61
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,786

Thank You
-Given: 57
-Receive: 333


« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 06:42:02 pm »

ให้อีกหนึ่งเสียงครับ สำหรับความรู้ดีๆ จากหนุ่มใจดีท่านนี้
และคงมีอีกหลายเสียงที่จะตามมาอีกมากมาย ผมจะรอความรู้ดีๆจากพี่นะครับ
 ขอบคุณอีกครั้ง
บันทึกการเข้า

ชมภู ตะวัน โรงเรียนศรีสะอาด ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี 41160 เบอร์โทรศัพท์090-589-2089 (ดีแทค)
cannon2011
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*

คะแนนแบ่งปันความรู้ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3

Thank You
-Given: 1
-Receive: 0


« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 07:10:52 pm »

ดีมากเลย
บันทึกการเข้า
thong
VIP 3
Hero Member
****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 460
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,021

Thank You
-Given: 0
-Receive: 948



« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 07:45:07 pm »

ตามมาขอบคุณอีกครั้งครับคุณ loi ผู้มีน้ำใจงาม
บันทึกการเข้า

ครูทองอิเล็คทรอนิกส์ 15/1 หมู่ 3  ต.ทวีวัฒนา  อ.ไทรน้อย  จ.นนทบุรี 11150  โทร 086 8856 686 (วิทยุ-โทรคมนาคม เทคนิคราชบุรี 2514) Line ID:t
mvdo
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*

คะแนนแบ่งปันความรู้ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12

Thank You
-Given: 8
-Receive: 1


« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 08:13:38 pm »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
pradap
ทีมงานอนุบาลเครื่องเสียง
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*

คะแนนแบ่งปันความรู้ 8
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 285

Thank You
-Given: 4
-Receive: 25



« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 08:26:40 pm »

ขอบคุณจ้า สำหรบความรู้ดีๆ 1dd01
บันทึกการเข้า

ทีมงานอนุบาลเครื่องเสียง 
นายประดับ รู้รักษา
4 หมู่ 5 ต.บัวเชด อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ 32230
0801786077 12call
ธ กสิกรไทย เลขบัญชี 5202547410
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2015, Simple Machines
Thai language by ThaiSMF | Modification by VBNeverDie.Com


Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.101 วินาที กับ 23 คำสั่ง