สื่อสร้างสรรค์  เพื่อคนรักเครื่องเสียง
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน มีนาคม 27, 2017, 11:35:36 pm


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 2 วิธีแก้การออสซิลเลต***  (อ่าน 23864 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 02:12:33 pm »

บทที่ 2 วิธีแก้ออสซิลเต
   ลักษณะการออสซิลเลตของเครื่องขยายมีหลายแบบ เช่น เมื่อเปิดสวิตช์ของเครื่องขยายก็เกิดออสซิลเลตทันที บางทีต้องป้อนสัญญาณเข้าเสียก่อนถึงจะเริ่มออสซิลเลต หรือถ้าลองหมุนโวลุ่มจึงจะเกิดออสซิลเลตขึ้น หรือต้องต่อลำโพงจึงจะเกิดออสซิลเลต เป็นต้น การออสซิลเลตอาจแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ออสซิลเลตแบบต่อเนื่อง เช่น เมื่อเปิดสวิตช์ก็ออสซิลเลตทันทีและออสซิลเลตต่อเนื่องไม่มีการหยุด การออสซิลเลตประเภทนี้มักเป็นผลมากจากการออกแบบวงจรผิดพลาด เราแก้ได้ไม่ยากนัก การออสซิลเลตอีกประเภทหนึ่งก็คือ ออสซิลเลตตามเงื่อนไข เงื่อนไขที่จะทำให้ออสซิลเลตได้ เช่น ต้องป้อนสัญญาณเข้า หมุนโวลุ่ม หรือต่อลำโพง เป็นต้น เมื่อเกิดการออสซิลเลตประเภทนี้ขึ้น มักจะทำให้เราต้องสับสนเพราะสาเหตุของการออสซิลเลตประเภทนี้มักจะหายาก การแก้ไขก็ไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่าลองทดลองแก้หลายๆ วิธี ยิ่งเป็นการออสซิลเลตที่ต้องการหลายเงื่อนไขด้วยแล้ว ยิ่งสับสนวุ่นวายหนักเข้าไปอีกหลายเท่าทีเดียว ในบทต่อไปนี้จะกล่าวถึงอาการและสาเหตุของการออสซิลเลตกรณีต่างๆ และจะกล่าวถึงวิธีการหยุดการออสซิลเลตนั้นๆ โดยละเอียด
2.1 ผลที่เกิดจากการออสซิลเลตของเครื่องขยาย
   เมื่อเครื่องขยายเกิดการออสซิลเลตและจะเกิดเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
1.ตัวต้านทานจะไหม้ แผงระบายความร้อนจะร้อนจัด ในกรณีของเพาเวอร์แอมป์ เมื่อดปิดสวิตช์ทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง แผงระบายความร้อนของทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่เกิดร้อนจัดขึ้นมา สาเหตุที่ร้อนมี 2 ประการคือ ปรับกระแสไอเดิลไม่ถูกต้อง หรือเครื่องขยายเกิดการออสซิลเลต วิธีแยกสาเหตุทำได้โดยวิธีง่ายๆ คือลองแตะที่ตัวต้านทาน 10Ω ในวงจรชดเชยเฟสตามที่แสดงในรูปที่ 2.1 ถ้าร้อนแสดงว่าเกิดการออสซิลเลต ถ้าไม่ร้อนแสดงว่าปรับกระแสไอเดิลไม่ถูกต้อง
   ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในบทที่  1 ว่า ตัวต้านทาน 10Ω นี้ ตามปกติจะใช้ขนาด 2-3 W แต่ตอนประกอบเครื่องครั้งแรกจะใช้ขนาดเล็กแค่ 1/8 W หรือ 1/4 W ต่อเอาไว้ก่อน ตัวต้านทานขนาดเล็กแบบนี้จะเป็นตัวบอกว่าเครื่องขยายเกิดการออสซิลเลตหรือไม่ ถ้าเกิดการออสซิลเลต ตัวต้านทานตัวนี้จะไหม้มีควันลอยขึ้นมาทันที ความจริงแล้วจะใช้ขนาด 2-3 W ตั้งแต่แรกก็ได้ เพียงแต่การแยกสาเหตุของอาการขัดข้องจะทำได้ลำบากขึ้น นอกจากตัวต้านทาน 10Ω นี้แล้ว เราไม่สามารถตรวจสอบการออสซิลเลตของวงจรได้จากตัวต้านทานตัวอื่น ถ้าตัวต้านทานไม่ร้อนแสดงว่าไม่เกิดการออสซิลเลตขึ้น ดังสาเหตุที่ทำให้แผงระบายความร้อนร้อนจัดจึงเป็นการปรับกระแสไอเดิลไม่ถูกต้อง ซึ่งสามารถดูวิธีการปรับกระแสไอเดิลนี้ได้ในบทที่  1 หัวข้อที่ 1.4 ข้อที่ 2
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 12, 2012, 09:40:44 am »

ในกรณีของปรีแอมป์ การตรวจดูว่าเกิดการออสซิลเลตหรือไม่ โดยการแตะที่ตัวต้านทานก็ทำได้เช่นเดียวกัน ตัวต้านทานที่จะร้อนขึ้นมาได้แก่ ตัวต้านทานอิมิตเตอร์ตรงภาคขยายสุดท้าย(ดูในรูปที่ 2.2) ตัวต้านทานที่ใช้เป็น 47Ω 1/4W  ถ้าตัวต้านทานตัวนี้ร้อนก็อาจสรุปได้ว่าเกิดการออสซิลเลตขึ้นมาในวงจรแล้วอย่างก็ตาม ตัวต้านตัวนี้ก็จะร้อนเหมือนกันถ้าเราปรับกระแสไอเดิลไม่ถูกต้อง การปรับกระแสไอเดิลไม่พอเหมาะจะทำให้กระแสคอลเลกเตอร์ของทรานซิสเตอร์ไหลมากผิดปกติ ดังนั้นสาเหตุที่ทำให้ตัวต้านทานอิมิตเตอร์ร้อนจึงมี 2 สาเหตุ
   เพื่อจะให้รู้แน่ชัดว่าปรีแอมป์เกิดการออสซิลเลตขึ้นจริงหรือไม่ วิธีที่ดีและพิสูจน์ได้ชัดเจนที่สุดคือ การลองต่อเข้ากับเพาเวอร์แอมป์และลำโพงแล้วลองเปิดฟังเสียงดู ถ้าได้ยินเสียง 'วี้ๆ' หรือ 'วู้ๆ' ก็แสดงว่าเกิดการออสซิลเลตขึ้นแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย การทดสอบแบบนี้ ไม่ควรทำนานเพราะจะทำอันตรายต่อลำโพงได้
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 12, 2012, 09:59:49 am »

2.ปรับกระแสไอเดิลไม่ได้ เมื่อเครื่องขยายเกิดการออสซิลเลตตัวต้านทาน 10Ω จะร้อน การออสซิลเลตที่ทำให้ตัวต้านทานร้อนจัดมักจะเป็นการออสซิลเลตที่รุนแรง ในขณะวงจรขยายออสซิลเลต ถ้าพยายามลองปรับกระแสไอเดิลที่วงจรไบแอสจะไม่สามารถปรับได้
   การออสซิลเลตมีทั้งที่เป็นแบบรุนแรงและแบบเบาๆ เราใช้วิธีวัดแอมป์พลิจูด(Amplitude) ของรูปคลื่นที่ออสซิลเลตเป็นเครื่องตัดสินว่าการออสซิลเลตรุนแรงหรือเบา เมื่อวงจรขยายเกิดการออสซิลเลตแบบเบาหน่อยบางครั้งอาจจะไม่ทำให้ตัวต้านทาน 10Ω ร้อนได้ อย่างไรก็ตามการออสซิลเลตจะทำให้เราไม่สามารถปรับกระแสไอเดิลได้เลย วิธีการปรับกระแสไอเดิลของวงจรขยายทรานซิสเตอร์แสดงในรูปที่ 2.3 การปรับก็ให้หมุนโวลุ่มหรือเกือกม้า VR1 ในขณะปรับให้ดูแรงดันที่คร่อมตัวต้านทาน 0.47Ω ถ้าลองหมุนVR1 ดูแล้ว VE ไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็แสดงว่าขณะนั้นเกิดการออสซิลเลตขึ้นแล้ว หรือเมื่อลองหมุนVR1 ตอนแรกๆ มิเตอร์จะขยับได้ดี ขณะนั้นกระแสไหลค่อนข้างน้อยประมาณ 10-20mA แต่ถ้าลองปรับขึ้นไปอีกเข็มจะเบนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ชี้ไปที่ค่าค่าหนึ่ง  แม้จะพยายามปรับVR1 อย่างไรก็ควบคุมกระแสไอเดิลไม่ได้ ปรากฏการณืเช่นี้ก็เป็นอาการของการออสซิลเลตเช่นเดียวกัน เพียงแต่ตอนที่กระแสไอเดิลน้อยๆเครื่องขยายจะยังไม่ออสซิลเลต แต่ถ้ากระแสไอเดิลเพิ่มเกินค่าค่าหนึ่งแล้วจะเกิดการออสซิลเลตขึ้นทันที การออสซิลเลตแบบนี้เป็นการออสซิลเลตแบบมีเงื่อนไขการเพิ่มของกระแสไอเดิลจะไปกระตุ้น ทำให้เกิดการป้อนกลับแบบบวกในวงจรจึงเป็นผลให้เกิดการออสซิลเเลตขึ้น
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 12, 2012, 10:43:15 am »

3.เมื่อต่อลำโพงจะได้ยินเสียงประหลาด เมื่อประกอบเครื่องขยายเสร็จ และต้องการที่จะเปิดเครื่องทดลองดู ในครั้งแรกไม่ควรตต่อลำโพงเข้ากับเครื่องขยายทันที จะต่อลำโพงได้ก็ต่อเมื่อเราปรับกระแสไอเดิลและปรับแรงดันที่จุดกึ่งกลางให้เป็นศูนย์เรียบร้อยแล้วเท่านั้น
   เครื่องขยายบางเครื่องเราสามารถปรับกระแสไอเดิลได้และไม่เกิดออสซิลเลต แต่พอต่อลำโพงเข้าไป จะได้ยินเสียงดัง 'วี้ๆ' หรือ 'วู้ๆ' แสดงว่าเกิดการออสซิลเลตขึ้นแล้ว การออสซิลเลตแบบนี้เเป็นการออสซิลเลตแบบมีเงื่อนไขเช่นเดียวกันคือ ขณะที่เครื่องขยายไม่มีโหลดจะไม่ออสซิลเลต แต่ถ้าต่อโหลดเข้าไปจะเกิดการออสซิลเลตทันที ขนาดความยาวของสายลำโพงก็เป็นสาเหตุให้เกิดการการออสซิลเลตแบบนี้ขึ้นได้เหมือนกัน วิธีแก้การออสซิลเลตแบบนี้จะกล่าวในหัวข้อต่อไป
4.การออสซิลเลตขึ้นอยู่กับตำแหน่งของโวลุ่ม การปรับกระแสไอเดิลและแรงดันที่จุดกึ่งกลางของเครื่องขยายเสียงที่มีโวลุ่มติดอยู่ทางด้านขาเข้านั้น โดยทั่วไปจะหมุนโวลุ่มไปที่ min แล้วจึงปรับ เครื่องขยายบางเครื่องจะเกิดการออสซิลเลตเมื่อตำแหน่งของโวลุ่มอยู่ที่ min ถ้าหมุนโวลุ่มขึ้นมาจะหยุดออสซิลเลตก็มี บางเครื่องอาจออสซิลเลตที่ max ก็ได้ การออสซิลเลตแบบนี้จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของโวลุ่มเป็นการออสซิลเลตแบบมีเงื่อนไข สาเหตุมักจะมาจากการเดินสายกราวด์ผิดวิธี ซึ่งจะกล่าวอย่างละเอียดในเรื่องวิธีหยุดการออสซิลเลตแบบมีเงื่อนไขต่อไป
   นอกจากนั้นยังมีการออสซิลเลตอีกอย่างหนึ่ง คือ ขณะฟังดนตรีเพลินๆ อยู่ ลองหมุนโวลุ่มเพื่อเพิ่มเสียงดูก็ได้ยินเสียงดัง'แครกๆ' ที่ลำโพงเป็นช่วงๆ ทำให้ฟังเสียงดนตรีได้ไม่ชัดเจนและเกิดความลำคาญ กรณีนี้เป็นการออสซิลเลตแบบที่เราเรียกว่าการออสซิลเลตกาฝาก สัญญาณความถี่สูงที่เกิดจากการออสซิลเลตจะขี่บนสัญญาณเสียงดังแสดงในรูปที่ 2.4
5.เมื่อต่อปรีแอมป์จะเกิดการออสซิลเลตทันที เพาเวอร์แอมป์บางครั้งเมื่อไม่ต่อปรีแอมป์หรือเครื่องกำเนิดสัญญาณทางด้านอินพุต จะไม่เกิดการออสซิลเลตเลยไม่ว่าจะหมุนโวลุ่มไปที่ตำแหน่งไหนก็ตาม แต่ถ้าลองต่อปรีแอมป์เข้าไปเท่านั้น ก็ได้ยินเสียง  ''แครกๆ'' หรือ  '' ซ่าๆ '' ซึ่งเป็นอาการของการออสซิลเลต สาเหตุของการออสซิลเลตแบบนี้เป็นได้ทั้งปรีแอมป์แอมป์ไม่ดีและเพาเวอร์แอมป์ไม่ดีวิธีหยุดการออสซิลเลตแบบนี้จะกล่าวต่อไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 12, 2012, 10:49:31 am โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 12, 2012, 11:18:40 am »

2.2 วิธีหยุดการออสซิลเลตแบบต่อเนื่อง
   การออสซิลเลตแบบต่อเนื่องหมายถึง การออสซิลเลตที่ไม่ต้องการเงื่อนไข ไม่ว่าอินพุตจะเปิดวงจรหรือลัดวงจรอยู่ก็ตาม เมื่อเปิดสวิตช์เครื่องขยายจะอสสซิลเลตทันที การออสซิลเลตแบบนี้สามารถแก้ไขให้หยุดได้ไม่ยากนักดังวิธีต่อไปนี้
   1.การต่อ CBC CBCหมายถึงตัวเก็บประจุที่ต่อระหว่างคอลเลกเตอร์กับเบส ดังแสดงในรูปที่ 2.5 ตัวเก็บประจุนี้จะมีหน้าที่ลดอัตราขยายที่ความถี่สูงๆ เพื่อหยุดการออสซิลเลต ตามปกติการออสซิลเลตจะอสสซิลเลตด้วยความถี่สูงหน่วยเป็น MHz ในวงจรขยายเสียงถ้าจะตัดการขยายสัญญาณย่ายความถี่สูงนี้ออกก็จะไม่กระทบกระเทือนต่อคุณสมบัติของเสียงเลย
   การต่อCBCเพื่อหยุดการออสซิลเลตนี้ ตำแหน่งที่นิยมต่อกันมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นในเพาเวอร์แอมป์หรือปรีแอมป์ก็คือ ตรงทรานซิสเตอร์ในภาคขยายที่สอง ดังแสดงในรูปที่ 2.6 ในรูปนี้เป็นตัวอย่างวงจรหนึ่งที่โหลดของภาคขยายแรกและภาคขยายที่สองเป็นตัวต้านทาน(RL และ R'L) แม้โหลดจะเป็นวงจรจ่ายกระแสคงที่(Constant Current Source) ซึ่งประกอบด้วยทรานซิสเตอร์หรือ FET ก็ตาม ก็สามารถต่อ CBC ที่ตำแหน่งที่แสดงไว้ในรูปได้
   ที่จริงแม้จะไม่ต้องต่อCBC ในตัวทรานซิสเตอร์เองก็จะมีตัวเก็บประจุเสมือนCOBต่ออยู่ระหว่างคอลเลกเตอร์กับเบสอยู่แล้ว COBนี้มีขนาดเล็กมากและเป็นตัวจำกัดความสามารถในการขยายของทรานซิสเตอร์ในย่ายความถี่สูงมากๆ นั่นเอง
   โดยทั่วไปในวงจรขยายนั้น ภาคขยายแรกจะมีความสามารถในการขยายความถี่ได้สูงสุด ภาคขยายที่สองจะขยายความถี่ได้รองลงมา และภาคขยายสุดท้ายขยายความถี่ได้ต่ำสุด อัตราส่วนของขีดความสามารถในการขยายความถี่นี้ เป็นอัตราส่วนสำคัญที่เราจะนำมาใช้ในการออกแบบเครื่องขยายเพื่อไม่ให้เกิดการออสซิลเลต อัตราส่วนี้เรียกว่า อัตราส่วนสแตกเกอร์ (Stagger Ratio)ในวงจรขยายแต่ละภาคจะมี ค่าคงตวเวลา (Time Constant)ซึ่งใช้ชี้บอกลักษณะสมบัติตามลำดับแล้ว ยิ่งอัตราส่วน T1:T2:T3 ใหญ่เท่าใดก็ยิ่งทำให้เครื่องขยายนั้นมีโอกาสเกิดการออสซิเลตได้น้อยสุด ค่าคงตัวเลาของวงจรขยายสามารถคำนวนได้จากสูตรง่ายๆ คือ
     T = RxC
    โดยที่ T มีหน่วยเป็นวินาที
     R มีหน่วยเป็น Ω
     C มีหน่วยเป็น F

   
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 07:32:24 pm »

   ในวงจรขยายทั่วไปองค์ประกอบที่จะกำหนดลักษณะสมบัติเชิงความถี่มี 2 แบบคือ แบบหยุดความถี่ต่ำ (บางทีเรียกว่าวงจรกรองผ่านสูง) กับแบบหยุดความถี่สูง (บางทีเรียกว่าวงจรกรองผ่านต่ำ) วงจรทั้งสองแบบดังแสดงในรูปที่ 2.7
   ในรูปที่ 2.7 วงจรแบบ(ก) จะเห็นว่ามีตัวเก็บประจุ C ต่ออนุกรมกั้นขวางทางอยู่ทางด้านอินพุต ทำให้ไฟตรงและความถี่ต่ำไม่สามารถผ่านได้ จึงเรียกว่า แบบหยุดความถี่ต่ำ ถ้ามีวงจรแบบนี้ในวงจรขยายจะทำให้วงจรขยายนั้นไม่สามารถขยายึวามถี่ต่ำได้ ในปัจจุบันวงจรขยายภายในของไอซีจำพวกออฟแอมป์ไม่มีการต่อตัวเก็บประจุ C ในลักษณะเช่นนี้ จึงทำให้ออปแอมป์มีคุณสมบัติในการขยายความถี่ต่ำๆได้ดี
   สำหรับแบบ(ข) ซึ่งเป็นแบบหยุดความถี่สูงนั้นจะพบมากในวงจรขยายทั่วไปเพราะตัวเก็บประจุจะมีทั่วไป ทั้งที่แอบแฟงอยุ่อยู่ในตัวทรานซิสเตอร์และเกิดจากลายเส้นที่เดินขนานกันบนแผ่นวงจรพิมพ์ (stray capacitance) ตัวเก็บประจุเหล่านี้จะทำให้อัตราขยายที่ความถี่สูงลดต่ำลง วงจรขยายทั้ง 3 ภาคจะมีตัวเก็บประจุเหล่านี้อยู่และจะเป็นตัวกำหนดค่าคงตัวเวลา T1,T2 และ T3 ตามสูตรที่ได้กล่าวไปแล้ว
   
   ตามปกติเครื่องขยายจะออกแบบให้ T1 <T 2 < T3 เพื่อไม่ให้เกิดการออสซิลเลตขึ้นได้ บางครั้งเราพยายามเพิ่มขีดความสามารถในการขยายสัญญาณความถี่สูง จนทำให้ T1 และ T2 มีค่าใกล้เคียงกันมากจะเป็นสามารถเหตุให้เกิดการออสซิลเลตขึ้นได้ เพื่อให้ T1 < T2 แน่ๆ เราจึงต่อค่า CBC เข้าไปที่ภาคขยายที่สองเพื่อเพิ่มค่า T2 ให้มากขึ้นนั่นเอง

   เราจะเลือกขนาดของ CBC นี้ได้อย่างไร วิธีการเลื้อกที่ถูกต้องควรรู้ค่า T1 และ T3 และขนาดโหลดตัวต้านทานในภาคขยายที่สองก่อน จึงนำค่าเหล่านี้มาคำนวนหาค่า CBC ที่เหมาะสมได้ ค่า CBC ที่มักจะใช้กันมีค่าระหว่าง 5-50pF ถ้าใช้ขนาดใหญ่กว่า 50pF จะไม่ได้ผลในการหยุดการออสซิลเลตเลย

   
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 07:46:38 pm »

ท่านผู้อ่านคงจะได้เคยพบเห็นวงจรของเครื่องขยายหลายเครื่องที่ไม่มีการต่อ CBC นี้ไว้ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมีการออกแบบให้วงจรขยายภาคแรกมีคุณสมบัติในการขยายความถี่ได้สูงๆ โดยการเลือกใช้อุปกรณ์ (เช่น ทรานซิสเตอร์) ที่มีคุณภาพดีและวงจรขยายในภาคต่อ ไปก็เลือกอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติทางด้านความถี่ต่ำลงมาเป็นขั้นๆ เพื่อปรับให้ค่าคงตัวเวลาของวงจรขยายแต่ละภาคได้ภาคตามอัตราส่วน T1 < T2 < T3 นั่นเอง
   อย่างไรก็ตามสำหรับวงจรขยายที่ใช้ทรานซิสเตอร์ เราไม่สามารถหวังผลได้ถึง 100 เปอร์เซนต์ ได้อย่างหนึ่งก็ต้องเสียอย่างหนึ่ง การพยายามออกแบบให้เพิ่มความสามารถในการขยายความถี่ได้สูงขึ้น ก็ต้องเสี่ยงต่อการออสซิลเลตสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นประกอบเครื่องขยายเสียงที่มีเสถียรภาพไว้ก่อนจะดีกว่า ควรจัดการต่อ CBC ประมาณ 20pF เอาไว้ก่อนเลยจะปลอดภัยที่สุด
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 08:24:37 pm »

2. การต่อวงจรชดเชย เงื่อนไขประการหนึ่งที่ทำให้วงจรขยายเกิดการออสซิลเลตได้คือ อัตราขยายทั้งวงรอบ(loop gain) มีค่าสูงเกินกว่า 1 อัตราขยายทั้งวงรอบนี้จะทำการอธิบายโดยละเอียดในหัวข้อที่ 4 ต่อไป อัตราขยายทั้งวงรอบนี้จะขึ้นอยู่กับโหลดของเครื่องขยายซึ่งก็คือลำโพงด้วย ลำโพงเป็นตัวเหนี่ยวนำดังนั้นในย่ายความถี่สูง ค่าอิมพิแดนซ์ของลำโพงจะสูงซึ่งจะทำให้อัตราขยายทั้งวงรอบสูง ถ้าสูงเกิน 1 ก็เกิดการออสซิลเลตขึ้นได้

   ตอนที่ทำการปรับเครื่องขยายเสียงครั้งแรกสุด มักจะไม่ต่อลำโพงเข้ากับเครื่องขยายก่อนเพื่อความปลอดภัย ในสภาพที่เครื่องขยายไม่ได้ต่อโหลดไว้นี้ ทำให้อัตราขยายทั้งวงรอบสูงมาก อาจทำให้เกิดการออสซิลเลตขึ้นได้เช่นเดียวกัน
   วิธีการแก้ไขไม่ให้เกิดออสซิลเลตเนื่องจากอัตราขยายทั้งวงรอบสูงสามารถทำได้โดยต่อวงจรชดเชยง่ายๆ ซึ่งประกอบด้วย ตัวต้านทานและตัวเก็บประจุต่ออนุกรมกัน ให้ต่อวงจรชดเชยนี้ตรงเอาต์พุตของเครื่องขยายดังแสดงในรูปที่ 2.1 วงจรชดเชยนี้จะทำให้อัตราขยายทั้งวงรอบต่ำลง จึงสามารถหยุดการออสซิลเลตได้
   ขนาดของตัวต้านทานและตัวเก็บประจุควรเลือกให้พอเหมาะ มิฉะนั้นจะทำให้คุณภาพของเสียงที่ออกจากเครื่องขยายเพี้ยนไป ค่าที่ใช้ในรูปที่ 2.1 คือ R =  10Ω และ C = 0.0047 uF เมื่อใช้ค่านี้อัตราขยายของสัญญาณที่มีความถี่สูงกว่าความถี่ f =      = 340kHz จะถูกลดลงไปมาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2012, 08:26:49 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 08:33:11 pm »

ค่าตัวต้านทานและตัวเก็บประจุนี้ควรมีค่าประมาณ 10Ω  และ 0.047 uF ตัวต้านทานไม่ควรใช้ค่าน้อยไปกว่านี้มากนักเพราะจะทำให้โหลดของเครื่องขยายในย่านความถี่สูงมากเกินไปจนเป็นภาระหนัก ค่าตัวเก็บประจุก็ไม่สามารถเพิ่มให้สูงเกนไปนัก จะทำให้คุณสมบัติเชิงความถี่ของเครื่องขยายเลวลงกว่าขณะที่ไม่ได้ต่อวงจรชดเชยนี้ การเลือกค่า R และ C ที่เหมาะสมควรให้ค่าความถี่คัตออฟซึ่งคำนวณจาก F = มีค่าประมาณระหว่าง 300kHz - 1MHz เป็นใช้ได้
   ประโยชน์ของวงจรชดเชย RC นี้ยังมีอีก ตัวต้านทาน 10Ω  นี้ จะต่อขนานกับลำโพงจึงสามารถลดแรงดันย้อนกลับที่เหนี่ยวนำที่ตัวลำโพงได้ ดังนั้นจึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเสียงประหลาดทั้งหลายที่มักได้ยินจากลำโพงในระหว่างฟังดนตรีขึ้นได้ ผู้เขียนขอแนะนำให้ต่อวงจรชดเชยนี้ไว้เสมอ เพราะจะให้ประโยชน์มากกว่าโทษ
   ตำแหน่งที่จะต่อวงจรชดเชย RC นี้โดยทั่วไปจะต่อไว้ที่ขั้วออกดังในรูปที่ 2.8(ก) ถ้ามีวงจรชดเชย RL ด้วย (วงจรชดเชยRLนี้จะกล่าวในหัวข้อต่อไป) ก็ให้ต่อก่อนหน้าวงจรชดเชย RL นี้ดังในรูป(ข)  หรือจะต่อทั้งด้านหน้าและด้านหลังของวงจรชดเชยRLนี้ก็ได้ดังในรูป(ค) การเลือกที่จะต่อแบบในรูป(ข) ก็ได้ผลสามารถหยุดการออสซิลเลตได้ บางเครื่องต้องต่อแบบในรูป(ค) จึงจะได้ผล ในทางปฏิบัติควรใช้วิธีทดลองดูและเลือกแบบที่ดีที่สุด
   
   ชนิดตัวก้านทานที่ใช้จะเป็นชนิดที่ฟิล์มคาร์บอน(carbon film) หรือฟิล์มโลหะ(metal film) หรือซีเมนต์ก็ใช้ได้ ส่วนชนิดของตัวเก็บประจุควรเป็นชนิดเซรามิก หรือไมลาร์ที่ทนแรงดันได้สูง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2012, 09:09:57 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 09:26:47 pm »

3. การต่อ Cf การหยุดการออสซิลเลตโดยวิธีการต่อCBC คร่อมระหว่างคอลเลกเตอร์กับเบสดังที่ได้อธิบายไปแล้วนั้น เป็นการแก้ไขโดยใช้หลักการ การทำให้เฟสของวงจรขยายหล้าหลัง (phase lag) เพื่อเพิ่มอัตราส่วนสแตกเกอร์ให้วงจรขยายแต่ละภาคมีอัตราขยายเป็นสัดส่วนกัน การแก้ไขการออสซิลเลตด้วยCf ก็ใช้หลักการในการพยายามเพิ่มอัตราส่วนสแตกเกอร์ของวงจรขยายให้เป็นสัดส่วนเช่นเดียวกัน เพียงแต่การต่อCfนี้จะทำให้เฟสของวงจรขยายล้ำหน้า (phase lead) เท่านั้น
   วิธีการต่อCfนี้ให้ต่อคร่อมตัวต้านทานป้อนกลับRfของวงจรขยายดังแสดงในรูปที่ 2.9   Rfเป็นตัวต้านทานที่ต่อจากเอาต์พุตของวงจรขยายภาคสุดท้ายเพื่อป้อนกลับสัญญาณมาเปรียบเทียบที่วงจรขยายภาคแรกเพื่อให้เครื่องขยายทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพและมีคุณสมบัติหลายประการดีขึ้น การป้อนกลับแบบในรูปที่ 2.9 เป็นการป้อนกลับด้วยแรงดัน แรงดันที่เอาต์พุตจะถูกแบ่งแรงดันโดย Rf และ R1 แล้วจึงป้อนเข้าที่เบสของทรานซิสเตอร์ในวงจรขยายภาคแรก
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 09:47:00 pm »

การต่อCf ทำให้เฟสของสัญญาณเข้ากับสัญญาณออกต่างกัน โดยสัญญาณออกจะล้ำหน้า ขนาดของการล้ำหน้านอกจากจะขึ้นอยู่กับขนาดของCf แล้วยังขึ้นอยู่กับขนาดของ Rf และ R1 ด้วย รูปที่ 2.10 แสดงตัวอย่างขนาดการลำหน้าของเฟสที่ความถี่ต่างๆ จากรูปจะเห็นว่าในย่านความถี่ต่ำกว่า fL การล้ำหน้าของเฟสจะน้อยและจะลดลงเป็นศูนย์ เมื่อความถี่ต่ำลง ในย่านความถี่นี้เป็นย่านความถี่ที่เครื่องขยายทำการขยายเสียง ดังนั้นการต่อ Cf  จึงไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณสมบัติของเครื่องขยายเลย

   ขนาดค่าตัวเก็บประจุ และค่าตัวต้านทานที่นิยมใช้ในเครื่องขยายทั่วไปคือ R1 = 1kΩ  , Rf = 15-30kΩ   ดังนั้น Cf จึงถูกเลือกใช้ประมาณ 5-20pF ค่าของ Cf สามารถคำนวณได้จากสูตรง่ายๆ คือ  ถ้าให้ Rf = 20kΩ  และความถี่ที่fL = 1MHz ก็จะคำนวนค่าCfที่เหมาะสมได้ 8pF เมื่อต่อCfแล้วในย่ายความถี่สูงกว่า 1MHz เฟสจะล้ำหน้ามากและอัตราขยายของวงจรขยายจะลดลง ทำให้วงจรขยายไม่เกิดการออสซิลเลตในย่านความถี่สูงนี้ได้ ไม่ควรเลือกค่า Cf ให้มีค่ามากเกินไป เพราะจะทำให้อัตราการป้อนกลับสูงมากไป และคุณสมบัติเชิงความถี่ของเครื่องขยายจะแย่ลงด้วย
  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2012, 10:17:23 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 09:57:34 pm »

    ชนิดของCf ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือชนิดเซรามิก นักอิเลคทรอนิกส์บางคนบอกว่าชนิดดิปไมกา(dip mica) จะทำให้เสียงของเครื่องขยายเสียงดีขึ้น แต่ผู้เขียนยังไม่รับรองเรื่องนี้เท่าไรนัก เรื่องที่สามารถรับรองได้ก้คือขนาดของ Cf จะมรผลต่อเสียงต่างกัน เช่น เปลี่ยนจาก 10pF เป็น 30pF จะให้เสียงเปลี่ยนไปจนหูเราสามารถฟังได้ชัด
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 10:16:37 pm »

4. ควรเลือกใช้ทรานซิสเตอร์ที่มี hfeไม่สูงนัก การออสซิลเลตมักจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อเราพยายามออกแบบให้เครื่องขยายมีคุณสมบัติเชิงความถี่ดีมากๆ โดยเฉพาะในย่านความถี่สูง สำหรับผู้ที่ยังขาดประสบการณ์ในการออกแบบ และต่อเครื่องขยายก็ไม่ควรท้าทายต่อความจริงข้อนี้ เพราะปัญหาการออสซิลเลตไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ง่ายนัก การออสซิลเลตในบางครั้งอาจเกิดจากคุณสมบัติของตัวทรานซิสเตอร์เองก็ได้
   การเลือกทรานซิสเตอร์ที่จะใช้กับเครื่องขยายทั่วๆ ไป มักจะเลือกโดยพิจารณาจากข้อสำคัญ 2 ข้อคือ ค่าอัตราขยายกระแสhfe และความถี่ทรานซิสชั่น ft (transition frequency)
   อัตราขยายกระแสhfe หมายถึง อัตราส่วนระหว่างกระแสคอลเลกเตอร์กับกระแสเบส(กระแสไฟฟ้าสลับ) ค่าhfeนี้ยิ่งสูงเท่าใดก็หมายถึงความสามารถในการขยายกระแสยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หลายคนเข้าใจว่าการเลือกใช้ทรานซิสเตอร์ที่มีhfeสูงๆ ในเครื่องขยายเสียงจะดีเพราะจะได้เพิ่มกำลังการขยายให้สูงขึ้น แต่ในความเป็นจริงบางครั้งเราอาจต้องเลือกทรานซิสเตอร์ที่มีhfeต่ำลงมาก็ได้ เพราะค่าhfeสูงๆ นี้เป็นตัวการสำคัญในการทำให้เกิดออสซิลเลตในวงจร
   สำหรับความถี่ทรานซิสชั่นft นั้นหมายถึง ความถี่ที่อัตราขยายกระแสของทรานซิสเตอร์เท่ากับ 1 พอดี เท่ากับ 1 ก็คือไม่ขยายนั้นเอง ดังนั้นการใช้งานทรานซิสเตอร์ควรใช้งานในย่าบความถี่ต่ำกว่าค่าftนี้ ตามปกติมักใช้ในย่านความถี่ที่ต่ำกว่า ft 10 เท่าขึ้นไป แน่นอนถ้าเลือกทรานซิสเตอร์ที่มีft สูงๆ ก็หมายความว่าเราสามารถสร้างเครื่องขยายได้ดีในย่านความถี่ที่สูงขึ้นด้วย

   การเลือกใช้ทรานซิสเตอร์ที่มีhfe และ ft สูงนี้ จะทำให้อัตราขยายของวงจรขยายสุงขึ้น โดยฌแพาะอัตราขยายของวงจรก่อนที่จะมีการป้อนกลับ (open loop gain) เมื่อทำการต่อตัวต้านทานเพื่อป้อนกลับบางครั้งอาจจะเกิดออสซิลเลตขึ้นได้ สาเหตุที่เกิดออสซิลเลตขึ้นได้ในกรณีนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะทำการอธิบายถึงเหตุผลของมันเองได้
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 117
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,137

Thank You
-Given: 5
-Receive: 705


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 10:50:59 pm »

เพาเวอร์แอมป์หรือปรีแอมป์ทั่วๆ ไป วงจรขยายภาคแรกมักจะเป็นดิฟเฟอเรนเชียลแอมป์(differential amplifier) สัญญาณที่เอาต์พุตส่วนหนึ่งจะถูกป้อนกลับแบบลบมาที่วงจรขยายภาคแรกเพื่อทำการเปรียบเทียบ ถ้าเขียนแทนรูปวงจรขยายด้วยสัญลักษณ์สามเหลี่ยม จะเขียนรูปวงจรขยายแบบคร่าวๆ ได้้อย่างในรูปที่ 2.12 ถ้าให้วงจรขยายตั้งแต่ภาคแรกถึงภาคสุดท้าย มีอัตราขยายแรงดันเท่ากับ A0 และให้อัตราการป้อนกลับซึ่งกำหนดจากค่า Rf และ R1 เท่ากับ แล้ว หลังการป้อนกลับแบบลบนี้อัตราขยายทั้งหมดของวงจรขยายจะเปลี่ยนไปเป็น A0/(1+A0) ซึ่งแน่นอนมีขนาดเล็กกว่าอัตราขยายเดิมคือA0 ค่าA0นี้เรียกว่า อัตราขยายทั้งวงรอบ(loop gain) ซึ่งได้ทำการกล่าวถึงไปบ้างแล้วในหัวข้อที่แล้ว
   สิ่งสำคัญของการป้อนกลับแบบลบนี้คือ เฟสของสัญญาณเข้าและสัญญาณออกจะต้องไม่ต่างกัน ถ้าเฟสระหว่างสัญญาณทั้งสองต่างกันเท่ากับ-180องศา เมื่อใด การป้อนกลับจะไม่เป็นแบบลบแต่จะเป็นการป้อนกลับแบบบวกซึ่งจะทำให้อัตราขยายของวงจรขยายทั้งหมดไม่เป็นไปตามสูตรข้างต้น แต่จะมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนทำให้วงจรเกิดออสซิลเลตขึ้นนั่นเอง

   ทีนี้เฟสระหว่างสัญญาณเข้ากับสัญญาณออกจะเท่ากับศูนย์เสมอไปหรือไม่ ถ้าเป็นวงจรขยายในอุดมคติก็คงมีคุณสมบัติเช่นนี้ได้ แต่จริงๆ แล้ววงจรขยายในย่านความถี่ต่ำและกลางเฟสจะไม่ต่างกันนัก พอความถี่สูงขึ้นเป็นย่านความถี่สูง เฟสระหว่างสัญญาณเข้าออกจะค่อยๆ เริ่มต่างกันมากขึ้นเรี่อยๆ จนในที่สุดจะต่างกันเท่ากับ -180 องศา (ค่าลบคือเฟสล้าหลัง) เป็นเหตุให้วงจรขยายเกิดออสซิลเลตขึ้นนั่นเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 06, 2012, 07:48:36 am โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2015, Simple Machines
Thai language by ThaiSMF | Modification by VBNeverDie.Com


Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.128 วินาที กับ 23 คำสั่ง