ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อคนรักเครื่องเสียง
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน ตุลาคม 21, 2017, 10:20:16 am


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: 1 [2] 3 4   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***  (อ่าน 43660 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 01, 2012, 10:34:03 pm »

สำหรับการไบแอสโดยใช้วงจรคงค่าแรงดันดังในรูปที่ 1.20 (ข)นั้น แรงดันไบแอสสามารถคำนวนได้เท่ากับ ( R1 + R2 ) /R2 x 0.6(v)  ถ้าลองตั้งค่า R2 = 0 ในตอนเริ่มแรกเหมือนดังในรูปที่ 1.21 จะทำให้ทรานซิสเตอร์คัตออฟ(ไม่ทำงาน) กระแสไม่ไหลผ่านทรานซิสเตอร์ จะไหลผ่าน R1 หมด ถ้าให้กระแสที่จ่ายเข้ามาเท่ากับ 6mA และเลือก R1 = 5kΩ ก็จะได้แรงดันไบแอส 30V หรือแรงดันที่คร่อม V-FET ทั้งสองตัวเป็น +/-15V ซึ่งเป็นการไบแอสลึก กระแสเดรนจะไหลน้อยมาก หลังจากนั้นในขั้นตอนการปรับจะค่อยๆ เพิ่มค่า R2ให้มากขึ้น ทรานซิสเตอร์จะนำกระแสทำให้กระแสที่ไหลทาง R1 ลดลง แรงดันไบแอสก็จะลดลงทำให้กระแสเดรนไหลเพิ่มขึ้นได้ ถ้าการปรับทำตามขึ้นตอนที่กล่าวมานี้จะปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด ถ้าตั้งค่า R2 ไว้สูงสุดในตอนเริ่มแรกจะเป็นเหตุให้เกิดกระแสไหลมากไปแม้จะตั้งค่า R2ให้ต่ำสุดในตอนแรกแล้วก็ตาม บางครั้งกระแสเดรนของ V-FET อาจไหลมากก็มี กรณีนี้เป็นเพราะกระแส Ic ที่ใช้ในการไบแอสอาจน้อยไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดในการออกแบบ การพยายามเลือกค่า R1 ให้ใหญ่เข้าไว้จะช่วยได้มาก เพราะจะทำให้แรงดันไบแอสสูงได้แม้กระแสจะน้อยก็ตาม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2012, 10:36:02 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 10:24:52 am »

ค. กรณีใช้ Mosfet เป็นตัวขยายภาค Mosfet ที่ใช้เป็นตัวขยายกำลังมีชื่อเรียกว่า Power Mosfet เบอร์ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันได้แก่ 2SK 132-135 และ 2SJ 47-50 การไบแอส Mosfet จะเหมือนกับการไบแอสทรานซิสเตอร์คือแรงดันที่ขาเกตจะสูงกว่าที่ขาซอร์ส ถ้าแรงดันระหว่างเกตกับซอร์สนี้น้อยกว่า 0.6V จะทำให้กระแสเดรนไหลน้อยมาก
   การไบแอส Mosfet ง่ายกว่าการไบแอสทรานซิสเตอร์ตรงที่ไม่จำเป็นต้องมีการชดเชยอุณหภูมิ รูปที่ 1.22 แสดงวงจรไบแอส Mosfet จะเห็นว่าใช้ตัวต้านทานแปรค่าได้เพียงตัวเดียวก็เพียงพอแล้ว การตั้งค่าตัวต้านทานตัวนี้ ดอนแรกเริ่มควรปรับไว้ที่ตำแหน่งความต้านทานน้อยที่สุดเพื่อให้กระแสเดรนไหลน้อยก่อนเมื่อถึงเวลาจะปรับค่ากระแสไอเดิลก็ให้ค่อยๆ เพิ่มค่าความต้านทานขึ้นมา ถ้าตั้งตัวต้านทานมากสุดในตอนเริ่มแรก หรือการเปิดวงจรจะมีผลทำให้ Mosfet มีกระแสไหลมากเกินไป ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียต่อตัว Mosfet ได้
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 01:29:48 pm »

3. การชดเชยอุณหภูมิไม่ถูกต้อง ทรานซิสเตอร์ทุกชนิดจะมีค่าพิกัดสูงสุดกำหนดไว้ ถ้าหากใช้ทรานซิสเตอร์ภายในขอบเขตของพิกัดสูงสุดแล้ว โดยปกติจะไม่ปัญหาอะไร แต่ในบางครั้งแม้จะใช้ภายในขอบเขตค่าพิกัดสูงสุดแล้วก็ตามกลับปรากฏว่าทรานซิสเตอร์ร้อนอย่างผิดปกติและเสียหายในที่สุด สาเหตุมักจะมาจากการชดเชยอุณหภูมิไม่ถูกต้องบ้าง หรือเลือกขนาดของตัวต้านทานอิมิตเตอร์เล็กไป อย่างใดอย่างหนึ่ง
   สัมประสิทธิ์อุณหภูมิของ V-FET และ MOSFET จะเป็นค่าลบหมายความว่า ถ้าอุณหภูมิที่ตัว V-FET หรือ MOSFET ร้อนขึ้น กระแสเดรนจะลดลง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการชดเชยอุณหภูมิในวงจรไบแอส เพียงแต่รักษาระดับแรงดันให้คงที่ก็เพียงพอแล้ว สำหรับกรณีของทรานซิสเตอร์ ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิเป็นบวก แม้แรงดันไบแอสจะคงที่แต่ถ้าอุณหภูมิที่ตัวทรานซิสเตอร์สูงขึ้น กระแสคอลเลกเตอร์จะไหลมากขึ้น กระแสยิ่งไหลมากอุณหภูมิก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก หมุนเนื่องกันไปแบบนี้ จนเกิดการแล่นหนีทางความร้อน ทำให้ทรานซิสเตอร์เสียในที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแล่นหนีทางความร้อน จึงจำเป็นต้องมีการชดเชยอุณหภูมิในวงจรไบแอส วิธีการชดเชยอุณหภูมิแบบต่างๆมีดังนี้
   ก.การชดเชยอุณหภูมิด้วยไดโอด วงจรชดเชยอุณหภูมิโดยใช้ไดโอดนั้นแสดงในรูปที่ 1.18(ก) คุณสมบัติอย่างหนึ่งของไดโอดคือ HV23F ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิของแรงดันไบแอสตามจะมีค่า -2.0mV/องศา(C) ซึ่งแสดงว่าเมื่ออุณหภูมิที่ตัวไดโอดสูงขึ้น 1 องศา(C) จะทำให้แรงดันไบแอสตามลดลง 2.0mV
   ถ้าเรานำไดโอดชดเชยอุณหภูมิมาติดใกล้ๆ ตัวทรานซิสเตอร์ที่ทำหน้าที่ขยายภาคสุดท้ายโดยให้ความร้อนที่ตัวทรานซิสเตอร์สามารถถ่ายให้ตัวไดโอดได้ตลอดเวลา ก็จะทำให้วงจรไบแอสมีการชดเชยอุณหภูมิ คือถ้าอุณหภูมิที่ตัวทรานซิสเตอร์สูงขึ้น กระแสจะเพิ่มากขึ้น แต่แรงดันไบแอสคร่อมไดโอดจะลดลงทำให้แรงดันไบแอสของทรานซิสเตอร์ลดลง ซึ่งเป็นผลให้กระแสของทรานซิสเตอร์ลดลงด้วย ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิที่ตัวทรานซิสเตอร์สูงขึ้น กระแสจะไม่เพิ่มตามไปได้
   ข.การชดเชยอุณหภูมิด้วยทรานซิสเตอร์ วงจรชดเชยอุณหภูมิโดยใช้ทรานซิสเตอร์ แสดงในรูปที่ 1.18(ข) วงจรนี้เป็นวงจรค่าแรงดัน ถ้าใช้ทรานซิสเตอร์ Q1 วางอยู่ใกล้ๆ ทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายเพื่อรับความร้อนจะทำให้วงจรไบแอสนี้ชดเชยอุณหภูมิได้อย่างถูกต้อง

 
   คุณสมบัติอย่างหนึ่งของทรานซิสเตอร์คือ เมื่อทรานซิสเตร์ร้อนขึ้นกระแสคอลเลกเตอร์จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อ Q1ได้รับความร้อนจากทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ l2 จะไหลมากขึ้น ทำให้ l1 ลดลง (l1 + l2 มีค่าคงที่ ) l1 ไหลผ่าน R1 และ R2 จึงทำให้แรงดันคร่อม R1  และ R2 ซึ่งเป็นแรงดันไบแอสลดลงด้วย การลดลงของแรงดันไบแอสนี้จะบังคับไม่ให้กระแสในทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ร้อนเพิ่มขนาดขึ้นได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2012, 01:37:52 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 01:58:52 pm »

   การติดตั้งไดโอดหรือทรานซิสเตอร์ที่ชดเชยอุณหภูมิให้อยู่ใกล้กับทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายนั้น มีวิธีติดตั้งดังแสดงในรูปที่ 1.23 และรูปที่ 1.24 อาจจะติดที่ตัวทรานซิสเตอร์ หรืออาจจะติดบนแผงระบายความร้อนของทรานซิสเตอร์ก็ได้ ตามปกติการติดมักนิยมใช้กาวซิลโคนต่อเชื่อมระหว่างตัวไดโอดหรือทรานซิสเตอร์กับตำแหน่งที่จะติด กาวซิลโคนนี้เป็นฉนวนไฟฟ้าจึงไม่ต้องห่วงเรื่องการลัดวงจร กาวซิลิโคนเป็นตัวนำความร้อนที่ดี จึงสามารถส่งถ่ายความร้อนจากทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่มาสู่ไดโอดหรือทรานซิสเตอร์ชดเชยอุณหภูมิได้
   เทคนิคการชดเชยอุณหภูมินี้เป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งในการต่อเครื่องขยาย โดยเฉพาะเครื่องขยายคลาส A ไม่ควรลืมการชดเชยอุณหภูมินี้ มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากและจะสูญเสียทรานซิสเตอร์ราคาแพงในภายหลังได้
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 09:24:00 am »

4.ความสำคัญของตัวต้านทานอิมิตเตอร์ จะกล่าวถึงความสำคัญของตัวต้านทานที่ขาอิมิตเตอร์ของทรานซิสเตอร์ เป็นเทคนิคในการใช้ทรานซิสเตอร์ให้ถูกต้องอย่างนึง ต้องไม่ลืมต่อตัวต้านทานที่ขาอิมิตเตอร์นี้
   รูปที่ 1.25(ก) เป็นวงจรขยายทรานซิสเตอร์แบบธรรมดาที่สุดแบบหนึ่งมองคร่าวๆจะเห็นว่า ตัวต้าน Rb1 และ Rb2 จะแบ่งแรงดันและจ่ายกระแสให้ทรานซิสเตอร์เป็นการไบแอส กระแสและแรงดันที่คอลเลกเตอร์ก็น่าจะคงที่อยู่ตลอดเวลา ให้ขาอิมิตเตอร์ของทรานซิสเตอร์ต่อลงกราวด์โดยตรง ในกรณีนี้แม้การไบแอสจะถูกต้อง แตะกระแสและแรงดันที่คอลเลกเตอร์ของทรานซิสเตอร์จะไม่คงที่แน่นอนเสมอไป
   ที่เป็นเช่นนี้เพราะแรงดันVBE และกระแส Ic ของทรานซิสเตอร์ทุกชนิดจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิเสมอ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น จุดทำงานของทรานซิสเตอร์จะเปลี่ยนไปด้วย ถ้าเราต่อตัวต้านทาน RE ระหว่างขาอิมิตเตอร์กับกราวด์จะช่วยให้การไบแอสมีสเถียรภาพ จุดทำงานของทรานซิสเตอร์จะไม่เปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ
   ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น Ic จะพยายามเพิ่มมากขึ้น ทำให้แรงดันที่ตกคร่อมที่ RE หรือแรงดันที่ขาอิมิตเตอร์สูงขึ้นด้วย การเพิ่มของแรงดันนี้จะทำให้ VBE มีค่าลดลงซึ่งจะบังคับให้กระแส IC ลดลงด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ Ic ก็ไม่สามารถเพิ่มตามใจชอบได้
   ลองมาดูวงจรขยายกำลังแบบ SEPP ภาคสุดท้ายในรูปที่ 1.25(ข) วงจรนี้จะมีตัวต้านทานอิมิตเตอร์ขนาด 0.47 Ω ต่อไว้ ตัวต้านทานตัวนี้มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน
   สมมติให้ทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายที่ใช้ในวงจรเป็นทรานซิสเตอร์เบอร์ 2SA679 ทรานซิสเตอร์ตัวนี้มีค่าพิกัดสูงสุดคือ VCEO = 120V, Ic = 12A, Pc = 100W กราฟลักษณะสมบัติ VBE-Ic แสดงในรูป 1.26 ที่กราฟนี้จะเห็นว่าเมื่ออุณหภูมิ Ta = 25องศา(C), VBE = -0.6V กระแสคอลเลกเตอร์จะไหล นั่นคือ Ic = 50mA ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น Ta = 75องศา (C) แล้วที่ VBE = -0.6V เท่าเดิม กระแส Ic จะมีขนาดใหญ่มาก(เลยออกนอกกราฟ) จะเป็นกี่แอมป์ไม่สามารถทำนายได้ถ้าไม่ต่อตัวต้านทาน 0.47 Ω ที่ขาอิมิตเตอร์ไว้ กระแสขนาดใหญ่นี้จะทำลายตัวทรานซิสเตอร์นี้แน่นอน
   ตัวต้านทานอิมิตเตอร์ตัวนี้จะช่วยลดกระแส Ic ที่พยายามเพิ่มเพราะอุณหภูมิ หรืออุบัติเหตุอย่างอื่น คือ ถ้า Ic เกิดไหลมากขึ้น แรงดันที่ตกคร่อม RE จะมากขึ้นทำให้ VBE ลดลง ซึ่งเป็นการบังคับให้ Ic ไม่สามารถรั่วไหลเพิ่มขึ้นได้โดยง่าย
   ตัวต้านอิมิตเตอร์นี้ ถึงแม้จะยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งทำให้การไบแอสไฟตรงของทรานซิสเตอร์มีสเถียรภาพมากขึ้นก็จริง แต่จะให้มีขนาดใหญ่มากไม่ได้เพราะจะทำให้สํญญาณไฟสลับขาออกลดลงไปด้วย ตามปกติไม่นิยมใช้ค่าใหญ่ขนาด 10 Ω หรือ 20 Ω จะใช้เพียง 0.47 Ω ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ถ้าใช้ทรานซิสเตอร์เป็นตัวขยายภาคสุดท้ายในวงจรขยายกำลังควรต่อตัวต้านทานตัวนี้ไว้ด้วย เพราะคุณประโยชน์ของมันมีมากกว่าที่จะคาดถึง
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 09:51:56 am »

1.5 ความไม่ระมัดระวังในการปรับเครื่อง
   ความไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบในการปรับเครื่อง ควรพิจารณาจากสาเหตุต่อไปนี้
1. การตั้งค่าเริ่มแรกของตัวต้านทานแปรค่าได้ ก่อนจะเปิดสวิตช์ของเครื่อง ควรตรวจเช็คตำแหน่งที่ถูกต้องของตัวต้านทานแปรค่าได้ เช่น โวลุ่มเกือกม้า เป็นต้น
   ตัวต้านทานแปรค่าได้ในวงจร จะมีอยู่หลายตำแหน่งตามชนิดของวงจรเช่น ตัวต้านทานเกือกม้าสำหรับปรับกระแสในวงจรขยายภาคแรกและภาคที่สอง ปรับแรงดันศูนย์และปรับกระแสไอเดิลแล้ว ให้ตั้งเกือกม้าทุกตัวไว้ที่จุดกึ่งกลาง จะปลอดภัยที่สุดในการออกแบบเกือกม้าจะใช้ปรับขนาดกระแสหรือแรงดันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
   สำหรับเกือกม้าหรือโวลุ่มทีใช้ปรับกระแสไอเดิล การตั้งค่าเริ่มแรกจะแตกต่างกันตามชนิดของวงจรไบแอส จะเป็นการตั้งให้ได้ค่าสูงสุดหรือต่ำสุดเท่านั้น รายละเอียดของการตั้งค่านี้ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่แล้ว
2. อุบัติเหตุที่เกิดจากไขควงหรือสายโพรบของมิเตอร์ ในการปรับตัวต้านทานเกือกม้าเรามักจะใช้ไขควงปรับ และในระหว่างปรับจะอ่านค่าของแรงดันที่จะปรับด้วยมิเตอร์ อุบัติเหตุบางอย่าง เช่น ปลายของไขควงไปแตะบนแผ่นวงจรพิมำ ทำให้เกิดลัดวงจรขึ้น หรือโพรบของมิเตอร์หลุดทำให้เปิดวงจร หรือแตะผิดแตะถูกทำให้เกิดการลัดวงจร เป็นต้น อุบัติเหตุเช่นนี้มักเกิดขึ้นเสมอ ทำให้เกิดความเสียหายในวงจรได้ นักอิเล็กทรอนิกส์แทบทุกคนคงย่อมจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่เคยทำผิดพลาดแบบนี้
   วิธีป้องกันที่ได้ผลคือก็คือการพันไขควงและปลายโพรบด้วยผ้าเทปที่เป็นฉนวน ให้ปลายไขควงหรือโพรบโผล่ออกมาเพียง 5มิลลิเมตรกก็พอ เวลาแตะขา E, B, C ของทรานซิสเตอร์ซึ่งห่างกันเพียง 2.5 มิลลิเมตร เพื่ออ่านแรงดันก็พยายามระวังอย่าให้เกิดลัดวงจรระหว่างขาขึ้นได้
   ปลายของโพรบแทนที่จะเป็นแท่งโลหะยาว ก็อาจเปลี่ยนเป็นแบบคลิป(Clip) ก็จะใช้งานได้สะดวกในบางโอกาส สายโพรบของมิเตอร์ที่สามารถเปลี่ยนปลายได้หลายแบบก็มีจำหน่ายเป็นชุดในท้องตลาด
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 10:10:27 am »

3. อุบัติเหตุที่เกิดขณะปรับกระแสไอเดิล หลักการของการปรับกระแสไอเดิลของวงจรขยายได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่ 1.4 ในทางปฏิบัติวิธีการปรับกระแสนี้แสดงในรูปที่ 1.30 วิธีการในรูป(ก) เป็นวิธีการปรับที่ปลอดภัยและนิยมใช้กันมากที่สุด ใช้มิเตอร์วัดแรงดันที่คร่อม RE เมื่อรู้ค่าแรงดันก็สามารถคำนวนกระแสได้จาก Ic = VE / RE วิธีการในรูป(ข)  เป็นการใช้มิเตอร์วัดกระแสโดยตรง ต้องตัดวงจรระหว่างขาคอลเลกเตอร์กับแหล่งจ่ายไฟ Vcc ออกจากกันแล้วต่อมิเตอร์เข้าระหว่างนั้น การวัดแบบนี้ค่อนข้างจะอันตรายไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์ วิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถอ่านค่ากระแสได้โดยตรงจึงผิดพลาดน้อย ในระหว่างการวัดควรระวังอย่าให้ขาคอลเลกเตอร์ลัดวงจรกับส่วนอื่นๆ ของวงจร และเมื่อเสร็จการวัดแล้ว การถอดมิเตอร์ออกจากวงจรจะต้องปิดสวิตช์ไฟก่อน และควรรอให้ตัวเก็บประจุที่แหล่งจ่ายไฟ คายประจุออกให้หมดเสียก่อนจึงค่อยปลดสายมิเตอร์ออกได้ การถอดมิเตอร์ขณะที่มีกำลังมีไฟอยู่ จะทำให้คอลเลกเตอร์ของทรานซิสเตอร์เปิดวงจร ซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อทรานซิสเตอร์ที่ต่ออยู่ภายในภาคขยายด้านหน้าได้
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 10:33:52 am »

4. สัญญาณเข้าใหญ่เกินไป ตามปกติทางด้านขาเข้าของเพาเวอร์แอมป์มักมีโวลุ่มสำหรับปรับขนาดของสัญญาณเข้าต่อไป ในระหว่างการปรับแต่งเครื่อง ควรหมุนโวลุ่มไปทางซ้ายสุดเพื่อลดขนาดสัญญาณเข้าให้เล็กสุด ถ้าเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ไม่มีโวลุ่มอยู่ด้วย ควรลัดวงจรขั้วสัญญาณเข้าเพื่อไม่ให่มีสัญญาณเข้ามาได้หรือถ้าเปิดวงจรไว้ก็ไม่ควรเผลอเอามือไปแตะที่ขั้วสัญญาณเข้า การป้อนสัญญาณเข้าขนาดใหญ่เข้าวงจรในครั้งแรกจะเป็นอันตรายต่อทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายและภาคขับได้ ถ้าต่อลำโพงไว้ ลำโพงก็อาจพังได้ง่ายๆ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทรานซิสเตอร์เสียมี 2 ประการคือ สัญญาณขาเข้าใหญ่ไปทำให้กระแสที่คอลเลกเตอร์ของทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายไหลมากเกินค่าพิกัด และสัญญาณขาเข้าใหญ่เกินไปทำให้แรงดันที่คร่อมระหว่างเบสกับอิมิตเตอร์ของทรานซิสเตอร์สูงมากเกิน จนทรานซิสเตอร์ทนไม่ได้
   การป้องกันมิให้ทรานซิสเตอร์เสียเพราะกระแสไหลมากเกินไป ในกรณีแรกก็ให้ใช้ฟิวส์ต่อที่ขั้วออก ดังแสดงในรูปที่ 1.31 ชนิดฟิวส์ที่ใช้ควรเป็น ฟิวส์แบบหลอมขาดเร็ว (Fast Blow Fuse) และขนาดของฟิวส์ก็ขึ้นอยู่กับกำลังขาออกสูงสุดของเครื่องขยาย เครื่องขยายขนาด 30W ใช้ฟิวส์ 2A ขนาด 50W ใช้ 3A และ 100W ใช้ 4A ตามลำดับ
   ข้อควรระวังอีกข้อหนึ่งคือเรื่องความสามารถใรชนการทนแรงดันของตัวทรานซิสเตอร์ จะลองยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย ให้ดูวงจรในรูป 1.32 วงจรในรูป(ก) ในภาวะที่ไม่มีสัญญาณเข้ากระแส Ic = 40V/5 kΩ  = 8mA และ VCE = 40V ถ้ามีสัญญาณเข้าที่ขั้วเบสซึ่งแปรค่สระหว่าง (-40)-40V จะทำให้ Ic มีค่าระหว่าง 0-16mA และแรงดันVCE มีค่าระหว่าง 80V วงจรในรูป(ข) เป็นวงจรขยายแบบ SEPP ในภาวะปกติ VCE  = 40V เมื่อมีสัญญาณขาเข้าที่ขั้วเบสขนาด +/-40V ก็จะทำให้ VCE ค่าระหว่าง 0-80V เช่นเดียวกัน ทรานซิสเตอร์ที่ควรเลือกใช้จึงควรเป็นทรานซิสเตอร์ที่มีค่า VCE max มากกว่า 80V การเลือกทรานซิสเตอร์ไม่ควรเลือกทรานซิสเตอร์ชนิดที่ทนแรงดันได้พอดีกับแรงดันสูงสุดที่คร่อมตัวมัน หรือทนได้มากขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย เพราะจะทำให้ทรานซิสเตอร์ตัวนั้นมีอายุการใช้งานสั้นกว่าปกติ
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 11:10:30 am »

1.6 วิธีทดสอบทรานซิสเตอร์หรือ FET
   วิธีทดสอบทรานซิสเตอร์หรือ FET ว่าเสียหรือไม่ สามารถทดสอบได้ดังนี้
   1.วัดค่าความต้านทานระหว่างขา E, B, C ถ้าดูเพียงลักษณะภายนอก เราแทบจะไม่มีทางรู้ได้ว่าทรานซิสเตอร์เสียหรือไม่ ถ้าทรานซิสเตอร์แตกเป็นสองเสี่ยง หรือร้าว หรือพองบวมให้เห็นอย่างชัดเจนก็รู้ได้ทันทีว่าใช้ไม่ได้แล้ว แต่กรณีที่จะเห็นชัดเจนเช่นนี้มีไม่มากนัด ทรานซิสเตอร์ที่ผบิตในรุ่นแรกอาจเสียได้โดยง่ายเพียงได้รับความร้อนจากปลายหัวแร้ง แต่ในปัจจุบันเทคนิคการทำทรานซิสเตอร์ดีขึ้น ทำให้ทรานซิสเตอร์ทนต่อความร้อนจากปลายหัวแร้งได้สูงยิ่งขึ้น
   เมื่อสงสัยว่า ทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่งตัวใดจะเสียหรือไม่ ต้องถอดทรานซิสเตอร์ออกจากแผ่นวงจรพิมพ์ แล้วทำการตรวจเช็คด้วยโอห์มมิเตอร์โดยปรับมิเตอร์ไปที่ตำแหน่งวัดความต้านทาน พิสัย x 1kΩ เสียบโพรบทั้งสองลงที่ขั้วเข้าบวกและลบของมิเตอร์ ใช้ปลายโพรบแตะที่ขาต่างๆของทรานซิสเตอร์หรือ FET โดยแต่ละคู่ ค่าความต้านทานที่อ่านได้ในกรณีที่ทรานซิสเตอร์หรือ FET ไม่เสียจะเป็นดังในตารางที่ 1.2 ถ้าค่าที่วัดไม่เหมือนดังที่แสดงในตาราง เช่น เมื่อค่าควรเป็นอนันต์ แต่วัดได้ 500kΩ  หรือ 200kΩ  หรือเมื่อค่าควรเป็น 15kΩ  แต่วัดได้ 0 Ω  เป็นต้น ก็แสดงว่าทรานซิสเตอร์ตัวนั้นใช้การไม่ได้แล้ว
   คำที่เขียนว่า ''ประมาณ  15kΩ'' นั้น หมายถึงค่าระหว่าง 10-20kΩ  ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของมิเตอร์ที่ใช้กันและความเก่าใหม่ของแบตเตอรี่ภายใน บางครั้งอาจพบว่าวัดค่าความต้านทานระหว่างขาของทรานซิสเตอร์ด้วยมิเตอร์สองตัว ตัวแรกอ่านได้ 10kΩ  ตัวที่สองอ่านได้ 20kΩ  เป็นต้น
   ข้อควรระวังอีกข้อหนึ่งคือ ไม่ควรวัดค่าความต้านทานโดยใช้พิสัย x 1Ω  หรือ x 100Ω  เป็นอันขาด เพราะจะมีกระแสขนาดใหญ่(ประมาณ ๅ10mA) ไหลจากมิเตอร์เข้าระหว่างขาเบสกับอิมิตเตอร์ ของทรานซิสเตอร์ซึ่งทำอันตรายต่อทรานซิสเตอร์ตัวเล็กที่กำลังวัดนั้นได้ พิสัย x 100Ω  ไม่เป็นอันตรายนัก แต่พิสัย x 1kΩ  จะดีที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 11, 2012, 11:13:09 am โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 11:26:56 am »

2. วิธีตรวจแยกของดีของเสียแบบง่ายๆ มีวิธีตรวจเช็คทรานซิสเตอร์และ FET เพื่อให้รู้ว่าดีหรือเสียแบบง่ายๆ และรวดเร็วทันใจ วิธีนี้ก็ให้ใช้โอห์มมิเตอร์เหมือนเดิม ใช้พิยที่  x 1kΩ อีกเช่นเดียวกัน
   กรณีที่เป็นทรานซิสเตอร์ชนิด npn ให้แตะขา E ด้วยขั้วบวก และแตะขา C ด้วยขั้วลบ มิเตอร์ในขณะนั้นจะชี้ที่ค่าอนันต์(ในกรณีที่เป็นของดี) ต่อไปลองเอานิ้วแตะที่ขา B และ C พร้อมกัน ถ้าเข็มของมิเตอร์ขยับและเบนมาชี้ค่าความต้านทานต่ำลง แสดงว่าทรานซิสเตอร์ตัวนั้นใช้งานได้ ยิ่งเบนมากก็ยิ่งแสดงว่ามีอัตราขยายกระแสสูง
   ในกรณีของ FET นั้น การเบนของเข็มจะต่างกัน เช่น สมมติเป็น FET ที่ใช้ขยายแรงดันเบอร์ 2SK58 ให้แตะขา D ด้วยขั้วลบ และแตะขา S ด้วยขั้วบวก ในขณะนั้นลองใช้นิ้วแตะที่ขา G เข็มจะเบนจากค่าอนันต์มาชี้ที่ 0 หรือเข็มสั่นไปมาใกล้ๆ 0 Ω แสดงว่า FET ตัวนั้นใช้ได้ ถ้าเป็น V-FET ให้วัดค่าความต้านทานระหว่าง D กับ S ถ้าอ่านได้ 0 Ω หรือไม่เกิน 10 Ω เป็นใช้ได้ แต่าถ้าเป็น MOSFET ค่าความต้านทานระหว่าง D กับ S จะเป็นอนันต์
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
pakanon
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*

คะแนนแบ่งปันความรู้ 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 328

Thank You
-Given: 414
-Receive: 34


« ตอบ #25 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 11:43:02 am »

  +1  คะแนน  ก่อนวันนี้   

ดีมาก ๆ ครับ  หาอ่านยากความรู้ทั้งนั้น เลย

           1dd01         
บันทึกการเข้า

ภคนนท์  เบี้ยจรัส   จ.กำแพงเพชร   โทร. 089-439-6061 (D-TAC)
noneoNLine
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*

คะแนนแบ่งปันความรู้ 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 263

Thank You
-Given: 67
-Receive: 48



« ตอบ #26 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 12:20:47 pm »

มีหนังสือเล่มนี้หรือเปล่าครับ.. สนใจอยากหามาไว้เป็นตัวอ้างอิงครับ.
บันทึกการเข้า

นาย ชานนท์ ศรีวิไล
136 หมู่ 10 ต.สระนกแก้ว
อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด 45110
มือถือ 081-247-9331
e-mail : hacker2000th@yahoo.com

>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 12:56:28 pm »

จากเล่มนี้ครับ ผมกำลังจะทำให้จบมีเกือบๆ 300หน้า ให้มือใหม่ได้อ่านกัน
หนังสือเล่มนี้ได้มาจากน้า deedao และผมได้นำมา Coppy ไว้ 1 เล่ม แล้วส่งกลับทางไปรษณีย์ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างการส่งของหายโดยไม่ทราบสาเหตุก็เลยเหลือฉบับที่ผมได้ Coppy ดังที่เห็นนี่ 1 เล่ม และผมกะว่าจะ Coppy เพิ่มอีกเล่มเพื่อคืนน้าdeedaoครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 11, 2012, 02:22:15 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 01:32:20 pm »

3. การวัดอัตราขยายกระแส วิธีการวัดอัตราขยายกระแสของทรานซิสเตอร์มีหลายวิธีด้วยกัน แต่หลักการวัดจะเหมือนกันคือการหาอัตราส่วนของกระแสคอลเลกเตอร์กับกระแสเบส วิธีที่จะแนะนำต่อไปนี้เป็นวิธีวัดและคำนวนหาค่า ได้โดยคร่าวๆเป็นวิธีง่ายๆ ใช้อุปกรณ์น้อยที่สุด
   วงจรการวัดแสดงในรูปที่ 1.36 อุปกรณ์ที่ใช้คือ แบตเตอรี่ขนาด 9V และซ็อกเกตสำหรับเสียบทรานซิสเตอร์ เมื่อเริ่มประกอบอุปกรณ์ตามวงจรเรียบร้อยแล้วจะได้ดังแสดงในรูป 1.37 การประกอบจะใช้วิธีอื่นแทนการประกอบลงแผ่นวงจรพิมพ์ดังในรูปก็ได้ แต่ขอให้ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
   วิธีการวัดมีดังนี้ เริ่มแรกอย่างเพิ่งเสียบทรานซิสเตอร์ลงที่ซ็อกเกตให้ปรับโวลุ่ม 500kΩ จนค่าความต้านทานระหว่างจุด (a) กับจุด(b) มีค่าเท่ากับ 90kΩ  ต่อจากนั้นให้เสียบทรานซิสเตอร์ลงที่ซ็อกเกตโดยให้ตำแหน่งขาถูกต้องตามที่กำหนดไว้ ต่อมิเตอร์ระหว่างขั้วแบตกับขาอิมิตเตอร์โดยปรับให้ใช้วัดกระแสที่พิสัย 50mA ค่ากระแสที่อ่านได้เป็นกระแสอิมิตเตอร์ซึ่งมีค่าประมาณเท่ากับกระแสคอลเลกเตอร์ ( IE = Ic - IB, IBเล็กมากเมื่อเทียบกับIc ดังนั้น IE = Ic )
   จากการปรับโวลุ่มทำให้กระแสเบส IB = 9V/90KΩ = 0.1mA ถ้าอ่านกระแส   Ic ได้ สมมติได้เท่ากับ 10mA อัตราขยายกระแสของทรานซิสเตอร์จะคำนวนได้ดังนี้ =  Ic /  IB = 10mA/0.1mA = 100 เท่า ถ้าอ่าน  Ic = 15ma, = 15mA/0.1mA = 150 เท่า เป็นต้น
   ถ้าเป็นทรานซิสเตอร์ที่อัตราขยายกระแสมีค่ามากกว่า 200 เท่า (เช่น 2SC1775AE, 2SC1222 เป็นต้น) ก็ให้ปรับโวลุ่มจนความต้านระหว่างจุด a, b เท่ากับ 500kΩ ซึ่งจะให้กระแสเบส 9V/500kΩ = 0.018mA ถ้าเป็นเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์ที่อัตราขยายมีค่าไม่ใหญ่นักก็ให้ลดความต้านทานลงมาเป็น 68kΩ เพื่อให้กระแสเบสไหลมากขึ้นเป็น 9V/68kΩ = 0.13mA
   กรณีที่ใช้วัดทรานซิสเตอร์ชนิด pnp ก็ใช้วงจรเดิมเพียงแต่กลับขั้วของแบตเตอร์กับสายโพรบของมิเตอร์เท่านั้นก็ใช้การได้ วิธีการวัดอัตราขยายกระแสแบบง่ายๆ นี้จะช่วยได้มากตอนต้องการเลือกทรานซิสเตอร์แบบคู่ (Transistor Pair) ซึ่งจำเป็นต้องมีอัตราขยายใกล้เคียงกันมากที่สุดจึงจะดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 11, 2012, 02:15:37 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 01:44:06 pm »


จบบทที่ 1
ต่อบทที่ 2 http://www.un-sound.com/board/index.php?topic=15883.0

จะทยอยลงข้อมูลให้วันละนิดวันละหน่อยครับ  เนื่องจากติดภาระกิจหลายๆอย่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 11, 2012, 02:17:49 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
หน้า: 1 [2] 3 4   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2015, Simple Machines
Thai language by ThaiSMF | Modification by VBNeverDie.Com


Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.104 วินาที กับ 23 คำสั่ง