ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อคนรักเครื่องเสียง
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน พฤศจิกายน 18, 2017, 07:00:35 pm


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1] 2 3 4   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***  (อ่าน 43935 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 01:32:25 am »

บทที่ 1 กระแสไหลมากไป
ผู้ที่เคยประกอบเครื่องขยายเสียงด้วยตนเอง อาจเคยประสบเหตุการณ์อย่างเช่น เมื่อประกอบวงจร จัดการเดินสายไฟต่างๆ ภายในเครื่องขยายเสร็จแล้ว และเมื่อเปิดเครื่องเพื่อทดลองฟังเสียงหรือจะได้ทำการปรับเครื่องดู พอเปิดสวิตช์ไฟ ปรากฏว่าฟิวส์ขาดทันที หรือแผ่นระบายความร้อนเกิดร้อนจัดจนใช้มือแตะไม่ได้หรือเปิดได้ไม่นานหม้อแปลงก็ร้อนจัดจนบางครั้งก็เสีย หรือเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ที่ติดบนแผ่นระบายความร้อนเกิดอาการร้องครางขึ้น ที่น่าอันตรายที่สุดคือตัวต้านทานร้อนจัดจนมีควีนแล้วส่งกลิ่นเหม็นไหม้ เหตุการณ์ต่างๆเหลานี้ ผู้ที่เคยต่อเครื่องขยายเสียงเองคงจะเคยประสบมาบ้างแล้ว
   อาการต่างๆเหล่านี้ถ้าสามารถค้นพบสาเหตุของมัน ก็จะทำการแก้ไขได้อย่างง่ายดาย แต่การหาสาเหตุของอาการเหล่านี้ในความเป็นจริงแล้วนั้นต้องใช้เวลานาน บางครั้งเป็นเวลาหลายวัน เสียทั้งเวลาและเงินที่ต้องจ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ต่างๆ มาลองเปลี่ยนดู
   ในบทนี้จะกล่าวถึงอาการและสาเหตุของกระแสใหลมากไปที่มักจะพบอยู่เสมอ สาเหตุของอาการขัดข้อง มักจะเป็นความผิดพลาด ความพลั้งเผลอ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียเป็นส่วนมาก ในที่นี้จะพูดถึงข้อควรระวังต่างๆในระหว่างการต่อเครื่องขยายเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์กระแสไหลมากไปขึ้นอีก
   สาเหตุที่จะกล่าวถึงนี้ไม่รวมกรณีการต่อสายไฟผิดเพราะความพลั้งเผลอแม้ผู้ชำนาญที่มีประสบการณ์ จับหัวแร้งบัดกรีมานานก็ยังเดินสายไฟผิดพลาดอยู่บ่อยๆ ถ้ารีบเกินไป กว่าจะค้นหาสาเหตุพบก็ต้องใช้เวลานานทีเดียวแม้จะเดินสายไฟผิดไปเพียงเส้นเดียงก็ตาม
   ในการต่อเครื่องขยายเสียง สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ไม่ควรรีบร้อนในการเดินสายไฟ ควรบัดกรีสายไฟแต่ละเส้นอย่างใจเย็นและรอบคอบบางเส้นต่อยากต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 นาที แต่รีบบัดกรีเพื่อให้เสร็จเร็วๆ โดยใช้เวลาเพียงนาทีเดียว จะเป็นสาเหตุให้เครื่องไม่ทำงานในภายหลัง และกว่าจะหาสาเหตุพบก็อาจจะกินเวลานานถึง 2ชั่วโมงก็ได้ นอกจากนั้นก็อาจจะต้องสูญเสียทรานซิสเตอร์ ตัวต้านทานไปหลายตัวก็ได้ วิธีการเดินสายไฟอย่างไม่ผิดพลาดอาจทำได้ด้วยการใช้ดืนสอแดงขีดทำเครื่องหมายบนรูปวงจรทีลพเส้นที่บัดกรีแล้ว


1.1 เมื่อเปิดสวิตช์แล้วฟิวส์ขาดทันที
   กรณ๊ที่เปิดสวิตช์แล้วฟิวส์ก็ขาดทันที เนื่องมากจากสาเหตุดังนี้คือ
      1.ใช้ฟิวส์ขนาดเล็กเกินไป เพาเวอร์แอมป์ขนาด 100W จำเป็นต้องใช้หม้อแปลงขนาดใหญ่ที่สามารถจ่ายกระแสได้มากขนาด 3-4A นอกจากนั้นยังต้องใช้ตัวเก็บประจุขนาก 22,000uFเป็นตัวกรองแรงดันให้เรียบ เมื่อเปิดสวิตช์ไฟทางด้านไฟสลับ 220V จะมีกระแสแลตช์อัพ(Latch up current) ขนาดใหญ่ไหลเข้าหม้อแปลงในช่วงเวลาสั้นๆที่เปิดสวิตช์นั้น กระแสนี้มีขนาดใหญ่พอที่จะละลายฟิวส์ขนาด 0.5-1 A ด้อย่างสบาย
     
    ความจริงภายในเครื่องที่ต่อเรียบร้อยแล้วแม้จะไม่มีข้อบกพร่องอะไรก็ตาม แต่การใช้ฟิวส์ขนาดเล็กเกินไป จะทำให้เกิดอาการณ์ฟิวส์ขาดบ่อยๆ ตอนเปิดสวิตช์เสมอ การเลือกขนาดของฟิวส์ให้พอเหมาะจึงเป็นเรื่องที่ควรระวัง
   ขนาดของฟิวส์ที่เลือกควรมีขนากระหว่างครึ่งหนึ่งของกระแสที่หม้อแปลงสามารถจ่ายได้ กับขนาดกระแสสูงสุดที่หม้อแปลงจ่ายได้ ยกตัวอย่างวงจรด้านล่าง(รูปที่ 1.1) หม้อแปลงมีความสามารถจ่ายกระแสได้สูงสุด 3.5A ควรเลือกฟิวส์ขนาดระหว่าง  1.75-3.5 A แต่ในรูปเลือกฟิวส์ขนาด 2A เพราะฟิวส์ขนาด 1.75 ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด ขนาดของฟิวส์ไม่ควรเกินขนาดของกระแสที่หม้อแปลงสามารถจ่ายได้
   ในปัจจุบันมีเครื่องเสียงบางชนิดใช้หม้อแปลงชนิดทอรอยดัล(toroidal) เพื่อให้ค่าเรกูเลชันดีสำหรับเครื่องเสียง หม้อแปลงชนิดนี้จะมีกระแสแลตช์อัพมากกว่าหม้อแปลงธรรมดา ควรเลือกฟิวส์ให้โตขึ้นมาอีก 1.5-2เท่าจึงจะไม่เกิดอาการฟิวส์ขาดเมื่อเปิดสวิตช์ไฟ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 11, 2012, 02:03:26 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 09:08:05 pm »

2. ตำแหน่งของปลั๊กไฟ AC
   กรณีที่ต้องการเปิดปิดปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ด้วยสวิตช์ตัวเดียว มักนิยมติดตั้งปลั๊กไฟหลังสวิตช์ เรียกว่า Switched AC outlet ดังตัวอย่างในรูปที่ 1.2 การต้อปลั๊กไฟนี้ควรต่อหลังสวิตช์และก่อนหน้าฟิวส์ดังเช่นวงจรูปที่ 1.3(ก) ไม่ควรต่อปลั๊กไฟหลังฟิวส์ของปรีแอมป์ตามรูปที่ 1.3(ข) ที่เป็นเช่นนี้เพราะปกติเพาเวอร์แอมป์จะกินกระแสมากกว่าปรีแอมป์ ฟิวส์ขนาด 0.5-1A ของปรีแอมป์อาจจะทนไม่ได้ นอกจากนั้นที่เพาเวอร์แอมป์จะต้องมีฟิวส์ป้องกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยฟิวส์ของปรีแอมป์เข้าช่วย ถ้าหากใครต่อผิดไปต่อแบบในรปวงจรที่ 1.3(ข) เข้าแล้ว ทำให้ฟิวส์ขาดทันที แทนที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยการย้ายปลั๊กไฟให้มาอยู่ตามวงจรรูปที่ 1.3(ก) กลับเพิ่มขนาดของฟิวส์เข้าไปใหม่เป็น 2-3A ก็ยิ่งทำให้ผิดพลาดมากขึ้น แม้ฟิวส์จะไม่ขาด แต่ฟิวส์ขนาดใหญ่ที่ใส่เข้าไปแทนตัวเก่านี้จะไม่ทำหน้าที่ในการป้องกันปรีแอมป์ให้เลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 09:43:34 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 09:19:03 pm »

3. ติดตั้งเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์ไม่เรียบร้อย
  เมื่อลองเปิดสวิตช์แล้วฟิวส์ก็ขาดทันที นอกจากนั้นไดโอดที่เป็นตัวเรกติไฟเออร์ก็เสื่อมคุณภาพลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็เสียทันทีสเหตุของอาการเช่นนี้มักจะมาจากการติดตั้งเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์กับแผ่นระบายความร้อนไม่ดีเกิดลัดวงจรระหว่างขาของทรานซิสเตอร์กับตัวเเท่นหรือตัวกล่อง
  การติดตั้งเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์กับแผ่นระบายความร้อนที่ถูกต้องแสดงในรูที่ 1.4 ระหว่างตัวทรานซิสเตอร์กับแผงระบายความร้อนจะต้องมีแผ่นฉนวนไมกา และต้องสอดแหวนพลาสติกตรงรูสำหรับขันน๊อต เพื่อไม่ให้ตัวถังของทรานซิสเตอร์ลัดวงจรกับแผ่นระบายความร้อนอย่างเด็ดขาด
  หลังจากติดตั้งทรานซิสเตอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้แน่ใจ ควรใช้มัลติมิเตอร์ตรวจค่าความต้านทานระหว่างขาต่างๆ ของทรานซิสเตอร์กับตัวแท่น พิสัย(Range) ที่ใช้ในการวัดก็ควรใช้พิสัยที่แสดงค่าโอห์มต่ำๆ เช่น x10 Ω หรือ x100 Ω ขาเบสและอิมิเตอร์ของทรานซิสเตอร์ซึ่งจะต้องสอดเข้ามาระหว่างรูต้องพยายามไม่ให้แตะกับตัวเเท่น ควรเช็คให้ละเอียดโดยใช้มิเตอร์เพื่อความแน่ใจ เพราะในระหว่างบัดกรีเศษตะกั่วอาจไหลย้อยลงมาทำให้เกิดการลัดวงจรนี้ได้ บางคนนิยมใช้ปอกสายไฟหรือปอกฉนวนสอดเข้าไปที่ขาเบสและอิมิตเตอร์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแตะกันขึ้นได้ก็นับเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 09:51:52 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 09:22:11 pm »

ในรูปที่ 1.5 แสดงรูปถ่ายของชิ้นส่วนทั้งหมดที่จำเป็นในการติดตั้งเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์กับแผ่นระบายความร้อน ปัจจุบันซ็อกเกต(Socket) สำหรับใช้กับเพราเวอร์ทรานซิสเตอร์ที่มีตัวถังแบบ TO-3 มีรูปร่างดังในรูปที่ 1.6 เริ่มมีจำหน่ายในท้องตลาด ถ้าใช้ซ็อกเกตชนิดนี้การติดตั้งทรานซิสเตอร์และการบัดกรีจะง่ายขึ้น ไม่มีการผิดพลาด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 09:50:04 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 10:07:31 pm »

4.การกัดแผ่นวงจรพิมพ์ไม่ดี
เมื่อทำการกัดแผ่นวงจรพิมพ์(แผ่นปรินต์)ของวงจรขยายเสร็จ เราสามารถดูความเรียบร้อยในการกัดด้วยตาเปล่าตรงใหนที่กัดไม่เรียบร้อยมีการลัดวงจรกัน ก็อาจใช้ปลายมีดกรีดให้ขาดจากกันผู้ที่รีบร้อนต่อวงจรลงบนแผ่นวงจรพิมพ์ ทั้งๆ ที่ยังไม่ตรวจดูความเรียบร้อยคงมีน้อย แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ฟิวส์ขาดมักมาจากการลัดวงจรบนแผ่นวงจรพิมพ์ จุดอันตรายที่เกิดปัญหาบ่อยที่สุดและมักจะลับตาได้ก็ตรงขอบของแผ่นวงจรพิมพ์นั่นเอง กระบวนการในการกัดแผ่นวงจรพิมพ์ คือ พยายามอย่าใช้มือจับตอนกลางแผ่นวงจรพิมพ์โดยตรง เหง่อหรือคราบน้ำมันบนนิ้วมือจะทำให้แผ่นวงจรพิมพ์สกปรก เป็นเหตุให้กรกัดไม่ดีเท่าที่ควรโดยเฉพาะตรงจุดที่มีรอยนิ้วมือนั้น บางคนพยายามหลีกเลี่ยงการจับแผ่นวงจรพิมพ์ตอนกลาง แต่ไปจับที่ขอบของแผ่นแทนซึ่งจะทำให้ที่ขอบสกปรก อาจทำให้เกิดการกัดไม่เรียบร้อยขึ้นได้เช่นเดียวกัน
  จากรูป 1.7 จะเห็นว่าขนาดของเส้นทองแดงที่กัดไม่ขาดค่อนข้างใหญ่จนเห็นได้ชัด แต่ในความเป็นจริง การลัดวงจรพิมพ์บริเวณขอบมักจะมีขนาดบางมากจนสังเกตุแทบไม่เห็น การลัดวงจรบนแผ่นวงจรพิมพ์นี้อันตรายมาก เป็นบ่อเกิดของอาการขัดข้องที่รุนแรงเสมอ ดังนั้นหลังจากากรกัดแผ่นวงจรพิมพ์ควรทำการตรวจการลัดวงจรบริเวณขอบ โดยใช้มัลติมิเตอร์เสมอ เมื่อพบว่ามีการลัดวงจรก็ใช้ตะไบถูส่วนที่ลัดวงจรส่วนั้นให้หมดไปโดยไว อย่าปล่อยค้างไว้เพราะจะหลงลืมได้ง่าย
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 10:31:01 pm »

5.การลัดวงจร
นอกจากการลัดวงจรระหว่างทรานซิสเตอร์กับแผ่นระบายความร้อนแล้ว การลัดวงจรอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ ดังต่อไปนี้
     1.ขาของตัวต้านทานแตะกัน การติดตั้งตัวต้านทานบนแผ่นวงจรโดยท่วไปมักจะติดแบบนอน บางครั้งเพื่อให้ประหยัดเนื้อที่ก็ติดตั้งแบบตั้ง การติดตั้งแบบนี้ควรระวังอย่าให้ขาของตัวต้านทานที่อย่ใกล้กันแตะกันได้ ถ้าจะให้ปลอดภัยควรเลือกใช้ตัวต้านทานชนิดที่มีสีทาที่ข้างข้างหนึ่ง สีนี้เป็นฉนวนและจะช่วยป้องกันการลัดวงจรเนื่องจากการแตะกันของขาตัวต้านทานได้
     2.แผ่นวงจรพิมพ์ อาจแตะกับแท่นหรือตัวกล่องหรือผงที่เกิดการตะไบปลิวไปเกาะบนแผ่นวงจรพิมพ์ ก็ทำให้เกิดการลัดวงจรได้
     3.ลัดวงจรบนแผ่นวงจรพิมพ์เพราะใช้ตะกั่วบัดกรีมากไป ทำให้จุดบัดกรีที่อยู่ใกล้กันลัดวงจรได้ ดังแสดงในรูปที่ 1.8 จุดอันตรายมักจะอยู่บริเวณขาทรานซิสเตอร์ขนาดเล็ก ที่ตำแหน่งขาจะอยู่ห่างกันเพียง 2-3 มิลลิเมตรเท่านั้น
     4.ทรานซิสเตอร์แบบมีแผ่นระบายความร้อนในตัวเอง ไปเกยกับอุปกรณ์ข้างเคียง
     การลัดวงจรต่างๆ เหล่านี้ควรระมัดระวังให้ดี ควรตรวจทานดูความเรียบร้อยก่อนที่จะเปิดสวิตช์เสมอ
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 10:35:47 pm »

1.2 เมื่อเปิดสวิตช์ ทรานซิสเตอร์ก็ไหม้ทันที
     กรณีที่เปิดสวิตช์แล้ว ทรานซสเตอร์ไหม้ทันที เนื่องมาจากสาเหตุดังนี้ คือ
     1.ต่อทรานซิสเตอร์ผิดขั้ว
เมื่อเปิดสวิตช์ไฟก็ได้ยินเสียงดัง ''เพี๊ยะ'' ตรงที่ตัวทรานซิสเตอร์และตัวทรานซิสเตอร์แตกเป็นสองเสี่ยง บางครั้งก็พองบวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ในเวลานั้นควรสงสัยว่าได้ต่อวงจรที่ขาของทรานซิสเตอร์ผิดไว้ก่อน
     ตำแหน่งของขาเบส อิมิตเตอร์ คอลเลกเตอร์ ของทรานซิสเตอร์แต่ละชนิดไม่ตรงกัน ดังตัวอย่างในรูปที่ 1.9 นอกจากนั้นตำแหน่งของขาเดรน ซอร์ส และเกต ของ FET ก็จะผิดกันตามชนิดด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 10:43:41 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 10:52:04 pm »

ในรูปที่ 1.10 แสดงตัวอย่างตำแหน่งของขาของFET ชนิดต่างๆ FET บางเบอร์จะมีตำแหน่งของขาตรงกันข้ามกับ FET ทั่วๆ ไป ยกตัวอย่าง MOSFET เบอร์ 2SK134 ของบริษัทฮิตาชิ จะมีตำแหน่งของขาเดรนและซอร์สกลับกับ FET ทั่วๆไป
    
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 11:09:11 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 11:08:37 pm »

     ข้อควรระวังอีกข้อหนึ่งคือทิศทางการใหลของไดโอด ตามปกติด้านที่มีการทำเครื่องหมาย เช่น ขีดหรือจุดที่ตัวไดโอดจะเป็น ขั้วคาโทด (ด้านไฟลบ) และขั้วที่อยู่ตรงข้ามจะเป็นขั้วแอโนด (ด้านไฟบวก) ยกเว้นไดโอดที่มีตัวอักษร R กำกับไว้ที่เบอร์ จะมีทิศทางของขั้วตรงกันข้ามกับไดโอดทั่วๆ ไป แต่ไดโอดชนิดนี้มักไม่เป็นที่นิยมใช้ในเครื่องเสียงเท่าใดนัก   
      รูปที่ 1.11 แสดงทิศทางของไดโอดรูปร่างต่างๆ ในกรณีที่มีเครื่องหมายที่ตัวไดโอดลบเลือนไป ควรตรวจสอบตำแหน่งของขาขั้วไดโอดด้วยมัลติมิเตอร์ปรับมัลติมิเตอร์ไปที่ตำแหน่งวัดค่าความต้านทาน ใช้พิสัย x100 Ω หรือ x 1kΩ ใช้สายทั้งสองของมัลติมิเตอร์แตะที่ปลายของไดโอดทั้งสอง แล้วลองกลับสายแตะให่ดู ถ้าเป็นไดโอดที่ดี เข็มของมัลติมิเตอร์จะกระดิกแสดงค่าโอห์มต่ำเพียงครั้งเดียวส่วนอีกครั้งหนึ่งเข็มจะไม่กระดิก จะชค้ค่าความต้านทานเป็นอนันต์ ถ้ามัลติมิเตอร์ที่ใช้วัดเป็นของญี่ปุ่น เช่น ยี่ห้อ Sanwa ตอนที่วัดแล้วเข็มกระดิกนั้น ขั้วที่ต่อกับสายด้านบวกของมัลติมิเตอร์ จะเป็นขั้วคาโทด (ด้านไฟลบ) และขั้วที่ต่อกับสายด้านลบจะเป็นขั้วแอโนด ถ้าเป็นมิเตอร์ที่ทำจากประเทศยุโรปหรืออเมริกา ขั้วจะตรงข้ามกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะทิศทางการไหลของกระแสมิเตอร์ญี่ปุ่นจะถูกสร้างให้เหมือนกัน ไม่ว่าจะใช้มิเตอร์วัดแรงดันไฟ (เช่น จากถ่านไฟฉาย) หรือวัดค่าความต้านทาน ดังแสดงในรูปที่ 1.12 และรูปที่ 1.13 แสดงการหาขั้วของไดโอด
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 01, 2012, 08:16:27 pm »

2.ทรานซิสเตอร์ทนแรงดันไม่ได้
   ไม่ว่าจะเป็นทรานซิสเตอร์ FET  ไดโอด หรือตัวเก็บประจุ จะมีขีดความสามารถในการทนแรงดันได้จำกัด ไม่ควรใช้กับแรงดันไฟที่มีค่าเกินพิกัดแรงดันไฟสูงสุดที่ทนได้เพราะจะทำให้ทรานซิสเตอร์เสียหายได้โดยง่าย ในการออกแบบวงจร การเลือกเบอร์ทรานซิสเตอร์ต้องพิจารณาค่าพิกัดแรงดันสูงสุดของทรานซิสเตอร์เปนสำคัญ จากวงจรในรูป 1.14 ถ้าเลือกทรานซิสเตอร์ชนิดที่ทนแรงดันสูงสุดได้ 30V จะไม่ถูกต้อง เพราะถึงแม้ว่าในสภาพใช้งานปกติแรงดันไฟที่คร่อมระหว่างขอคอลเกเตอร์และอิมิเตอร์จะเท่ากับ 30V ก็ตาม แต่มีข้อแม้ว่ากระแสคอลเลกเตอร์ Ic จะต้องไหล 1mA อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เกิดแรงดันตกคร่อมบนตัวต้านทาน 20V ถ้า Ic เกิดไม่ไหล หรือไหลน้อยกว่า 1mA แรงดันที่คร่อมตัวทรานซิสเตอร์จะมากกว่า 30V ในช่วงนั้น ทรานซิสเตอร์จะพังทลายทันที การออกแบบที่ถูกต้อง ในกรณีนี้ควรเลือกทรานซิสเตอร์ที่สามารถทนแรงดันสูงสุด( VCE MAX ) มากกว่า 50V
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 01, 2012, 08:44:30 pm »

1.3 ตัวต้านทานไหม้และมีควันขึ้น
กรณีที่ตัวต้านทานไหม้แมควันขึ้นมา เนื่องมาจากสาเหตุดังนี้คือ
1.วงจรขยายเกิดการออสซิเลต
เมื่อต่อเครื่องขยายเสร็จเรียบร้อยลองเปิดสวิตช์ดู ฟิวส์ก็ไม่ขาด ทรานซิสเตอร์ก็ไม่ร้อน ขณะที่กำลังจะเริ่มต้นปรับค่าต่างๆของเครื่องก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ จากใต้แท่นเครื่อง หรืบนแผ่นวงจรพิมพ์ บางครั้งก็อาจเกิดควันสีขาวลอยขึ้นมา สาเหตุของอาการเหล่านี้มักจะเกิดจากวงจรขยายเกิดการออสซิลเลต และกลิ่นเหม็นไหม้หรือควันจะมาจากตัวต้านทาน 10 Ω  ที่ต่อเอาต์พุตของวงจรขยายตามตัวอย่างในรูปที่ 1.15 เสมอ
     ตัวต้านทาน 10 Ω นี้ เป็นตัวต้านทานที่ใช้สำหรับชดเชยเฟสของวงจรขยายเพื่อให้วงจรขยายมีผลตอบสนองเชิงความถี่ดีขึ้น การที่ตัวต้านทานตัวนี้ร้อนจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกให้รู้ว่า วงจรขยายกำลังออสซิลเลสอยู่
   ตามปกติในการออกแบบมักจะกำหนดให้ตัวต้านทาน 10 Ω นี้มีขนาดใหญ่ขนาด 2-3W แต่ผู้ต่อเครื่องขยายมักจงใจใช้ตัวต้านทานขนาดเล็ก 1/8 - 1/4 W ต่อเข้าไปแทนก่อน ที่ทำเช่นนี้เพราะว่าถ้าวงจรขยายเกิดออสซิลเลตขึ้นตัวต้านทานตัวนี้มักจะร้อนมากและจะส่งกลิ่นเหม็นเป็นการเป็นการเตือนให้ผู้ต่อรู้ตัว จะได้รีบปิดสวิตช์ไฟได้ทัน มิฉะนั้นถ้าปล่อยให้เกิดการออสซิลเลตแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยผ้ต่อไม่รู้ตัว อาจจะต้องสูยเสียทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ที่ราคาแพงกว่ามากก็ได้
     สำหรับสาเหตุของการออสซิลเลเตอร์ของวงจรขยายกับวิธีแก้ไขจะกล่าวรายละเอียดอีกครั้งในบทที่ 2 เมื่อเสร็จการทดลองว่าวงจรขยายไม่เกิดการออสซิลเลตเรียบร้อยแล้วก็ควรเปลี่ยนตัวต้านทาน 10 Ω ให้มีขนาดเท่ากับตัวที่กำหนดไว้ ถ้าเป็นเครื่องขยายขนาดเล็กตัวต้านทานตัวนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่ใช้เพียง 1/4 - 1/2 W เท่านั้น แต่ถ้าเป็นเครื่องขยายท่มีกำลังเอาต์พุตสุง และใช้เปิดขยายให้เสียงดังๆ อยู่ตลอดเวลาแล้วตัวต้านทานตัวนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้น บางครั้งเมื่อเราต้องการวัดกำลังวเอาต์พุตสูงสุดของเครื่องขยาย อาจต้องมีการป้อนสัญญาณความถี่สูงที่ขั้วเข้าของเครื่องขยายก็จะทำให้ตัวต้านทานตัวนี้ร้อนขึ้นได้ ดังนั้นควรใช้ตัวต้านทานที่มีขนาดตามที่กำหนดไว้
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 01, 2012, 09:10:36 pm »

ขนาดของตัวต้านทานเล็กเกินไป
ตัวต้านทาน 10 Ω ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น จะไม่ร้อนถ้าวงจรขยายไม่ออสซิลเลต ตามปกติตัวต้านทานตัวอื่นที่ใช้ในการไบแอสไฟตรงเข้ามาก็มักไม่ร้อนด้วย แต่ถ้าเกิดร้อนขึ้นมาสาเหตุมักจะมาจากการเลือกใช้ขนาดตัวต้านทานที่เล็กเกินไป
     วิธีเลือกขนาดของตัวต้านทาน
     ถ้าให้กระแสที่ไหลผ่านตัวต้านทานมีค่า I (A) และตัวต้านมีค่า R (Ω) พลังงาน P= I2R (W) 0td] จะกลายเป็นความร้อนทำให้ตัวต้านทานร้อนขึ้น
     ยกตัวอย่างเช่น ให้กระแส 50mA ไหลผ่านตัวต้านทาน 100 Ω จะทำให้ตัวต้านทานร้อนด้วยความร้อนเท่ากับ P= 0.052 x 100 = 0.25 W กรณีเช่นนี้ควรเลือกใช้ตัวต้านทานที่มีขนาดใหญ่กว่า 1/4 W มิฉะนั้นตัวต้านทานจะร้อนมากจนทนไม่ได้ จะทำให้ไหม้เกรียมหรือเสื่อมคุณภาพได้ ควรเลือกใช้ตัวต้านทานขนาด1/2 W หรือ 1 W จึงจะปลอดภัย
    วิธีการววัดกระแสที่ไหลผ่านตัวต้านทานอาจวัดได้โดยใช้แอมป์มิเตอร์ต่ออนุกรมเข้าไประหว่างวงจร แต่การวัดเช่นนี้ไม่สะดวกเพราะเพราะต้องตัดวงจรให้ขาดจากกัน วิธีวัดในทางปฏิบัติแสดงในรูปที่ 1.17 คือให้ใช้โวล์มิเตอร์วัดแรงดันตกคร่อมตัวต้านทานแทน จากนั้นนำค่าแรงดันที่อ่านได้มาคำนวนหากระแสที่ไหลผ่านตัวต้านทานอีกทีหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น วัดแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน 100 Ω ได้ 5V กระแสจะเท่ากับ I = V/R = 5/100 = 0.05 A หรือ 50mA
   
    ข้อควรระวังคือ ต้องวัดแรงดันระหว่างปลายของตัวต้านทาน อย่าวัดแรงดันระหว่างขั้วของตัวต้านทานกับกราวด์ เพราะตัวต้านทานบางตัวไม่ได้ต่อลงกราวด์เสมอไป ด้วยวิธีการวัดแรงดันระหว่างขั้วของตัวต้านทานนี้ทำให้เรารู้ค่ากระแสและสามารถเช็คได้ว่า กระแสไหลมากเกินไปหรือไม่ ทำให้สะดวกในการตรวจเช็คมาก
    สูตรคำนวนหากำลังไฟ มีดังนี้

            P = I2R = VI = V2/R


เมื่อเรารู้ค่าแรงดันไฟกับค่าความต้านทานก็สมารถคำนวนหาค่ากำลังไฟได้เช่นเดียวกัน ตัวต้านทานควรเลือกขนาดให้ใหญ่กว่าค่ากำลังไฟที่คำนวณได้ อย่างน้อย 2-3 เท่า
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 01, 2012, 09:31:23 pm »

1.4แผงระบายความร้อน ร้อนผิดปกติ
กรณีที่แผงระบายความร้อน เกิดผิดปกติ เนื่องมากสาเหตุต่อไปนี้ คือ
 1. วงจรขยายเกิดการออสซิลเลต
     ถ้าวงจรขยายเกิดการออสซิลเลตนอกจากจำทำให้ตัวต้านทานร้อนจัดแล้วยังจะทำให้แผงระบายความร้อนของทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ร้อนผิดปกติอีกด้วย เมื่อเกิดการออสซิลเลตขึ้น เราจะไม่สามารถปรับแรงดันไบแอสและกระแสไอเดิล (Idle current) ได้เลย ถ้าปล่อยให้การออสซิลเลตดำเนินไปนานจะทำให้เกิดความร้อนที่แผงระบายความร้อนมากและทำให้เกิดการแล่นหนีทางความร้อน (Thermal runway) ซึ่งเป็นผลให้ทรานซิสเตอร์เสียหายได้ วิธีการตรวจเช็คว่าเกิดการออสซิลเลตหรือไม่นั้นก็ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่แล้ว

2. ปรับกระแสไอเดิลไม่ถูกต้อง
กระแสไอเดิล คือ กระแสที่ไหลที่คอลเลกเตอร์ของทรานซิสเตอร์ภาคขยายภาคสุดท้ายในขณะที่ไม่มีสัญญาณเข้าขนาดขแงกระแสไอเดิลจะขึ้นอยู่กับการไบแอสที่ภาคขับ ถ้าการไบแอสไม่ถูกต้องจะทำให้กระแสไอเดิลนี้ไหลมากเกินไป เป็นเหตุให้ทรานซิสเตอร์และแผงระบายความร้อนร้อนขึ้นได้ การปรับการไบแอสที่ภาคขับมักจะปรับด้วยตัวต้านทานแปรค่าได้ เช่น พ็อตหรือโวลลุ่ม การตั้งค่าตัวต้านทานตัวนี้ในครั้งแรกอาจผิดพลาดได้
   ลองพิจารณาการตั้งค่าตัวต้านทานแปรค่าได้ สำหรับการไบแอสในกรณีต่างๆดังนี้

ก. กรณีที่ใช้ทรานซิสเตอร์เป็นตัวตัวขยายภาคสุดท้าย รปที่ 1.18 เป็นวงจรขยายที่ใช้ทรานซิสเตอร์เป็นตัวขยายภาคสุดท้าย วงจรในรูป(ก) เป็นวงจรที่ใช้ไดโอดในการไบแอสที่ภาคขับ และวงจรในรูป(ข) เป็นวงจรที่ใช้วงจรคงค่าแรงดันในกรไบแอส ทั้งสองกรณีจะต้องมีการชดเชยอุณหภูมิอย่างถูกต้อง เช่น การติดตั้งไดโอดหรือทรานซิสเตอร์ให้ใกล้กับตัวทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ หรือแผงระบายความร้อน เป็นต้น (การเชื่อมโยงความร้อนนี้จะกล่าวอีกครั้งโดยละเอียด)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2012, 09:56:26 pm โดย >>santi<< » บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 01, 2012, 09:55:47 pm »

    กรณีที่ใช้ไดโอดในการไบแอสนั้น ค่าแรงดันไบแอสตามของตัวไดโอดจะมีค่าไม่แน่นอนตามชนิดและรุ่นการผลิตของไดโอด ตารางที่ 1.1 แสดงค่าแรงดันไบแอสตรงของไดโอดชนิดต่างๆ จะเห็นว่าแม้จะเป็นไดโอดชนิดเดียวกันค่าแรงดันไบแอสตรงอาจจะไม่เท่ากันทุกตัว ดังนั้นในการไบแอสที่ภาคขับจึงต้องใช้พ็อตอนุกรมเข้ากับตัวไดโอดเพื่อปรับแรงดันไบแอสให้ได้ตามที่ต้องการ
     ถ้ากระแสไหลที่พ็อตเป็น I (mA) และตัวต้านทานมีค่า R (Ω) แรงดันที่ตกคร่อมจะเท่ากับ I x R = VR(V) แรงดันนี้จะบวกเข้ากับแรงดันไบแอสตรงของไดโอดทั้งสองเพื่อเป็นแรงดันไบแอส ถ้าค่าแรงดันไบแอสนี้มากจะทำให้กระแสไอเดิลที่ไหลในภาคสุดท้ายไหลมาก และถ้าค่าแรงดันน้อยก็จะทำให้กระแสไอเดิลไหลน้อย
    ดังนั้นการตั้งค่าของพ็อตตัวนี้ ในครั้งแรกที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดควรตั้งที่ 0 Ω  เพื่อให้เเรงดันไบแอสมีค่าน้อย กระแสไอเดลจะได้ไหลน้อยด้วย ถ้าตั้งค่าที่ตำแหน่งสูงสุดหรือต่อทิศทางของไดโอดกลับทางของไดโอดหรือเส้นวงจรขาดระหว่างนั้น จะเป็นเหตุให้เกิดกระแสไหลที่ทรานซิสเตอร์ภาคสุดท้ายอย่างมากมาย
     กรณีที่ใช้วงจรคงค่าแรงดันในการไบแอสนั้น แรงดันไบแอสสามารถคำนวนได้เท่ากับ( 1 + R2 ) /R2  x 0.6(v) เมื่อเราปรับ R2 ก็สามารถปรับค่าแรงดันไบแอสได้เล็กน้อย จากในรูปที่ 1.18  ถ้าให้ R2 เป็นพ็อตขนาด 500 Ω สมมติเวลาใช้งานจริงจะต้องปรับไว้ที่จุดกึ่งกลางคือให้มีค่า 250 Ω ก็จะทำให้แรงดันไบแอสมีค่าเท่า
                             ( R1 + 250 ) /250  x0.6 (V) สมมติว่าต้องการแรงดันไบแอส 2.4V ก็สามารถคำนวนได้ค่า R1 = 750 Ω จากสูตรการคำนวณค่าแรงดันไบแอสจะเห็นว่า ถ้า R2 มีขนาดเล็กกว่า R1 มากๆ จะทำให้ค่าแรงดันไบแอสมีค่ามาก ซึ่งจะทำให้กระแสไอเดิลไหลมากด้วย ดังนั้นการตังค่า R2 ตอนเริ่มแรก ควรตั้งไว้ที่ค่าสูงสุดจึงจะปลอดภัยเพราะจะได้แรงดันไบแอสที่ต่ำ ซึ่งทำให้กระแสไอเดิลไหลน้อยสุด ก่อนที่จะเริ่มเปิดสวิตช์ทดสอบเครื่องขยาย
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
>>santi<<
คนที่ตายจากใจ ถึงมีหัวใจก็ไร้ตัวตน
ทีมงานดูแลบอร์ด
กลุ่มคนรักเครื่องเสียง
*****

คะแนนแบ่งปันความรู้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,138

Thank You
-Given: 4
-Receive: 660


คนเมืองพระชนกจักรี ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 01, 2012, 10:19:06 pm »

ข. กรณีที่ใช้ V-FET เป็นตัวขยายภาคสุดท้าย การไบแอสทรานซิสเตอร์จะไบแอสให้แรงดันที่เบสสุงกว่าอิมิเตอร์ แต่กรณีของ V-FET (vertical FET) นั้นจะไบแอสให้แรงดันที่ขาเกตต่ำกว่าที่ขาซอร์สดังแสดงในรูปที่ 1.19 ถ้าการไบแอสผิดพลาดจะเป็นต้นเหตุให้ V-FET เสียหายได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้มากตอนต่อสายไฟ อย่าให้เกิดการกลับขั้วได้ วงจรไบแอสที่นินมใช้กันมี 2 ชนิดคือ แบบใช้ซีเนอร์ไดโอด และแบบใช้วงจรคงค่าแรงดัน ดังแสดงในรูปที่ 1.20
     V-FET ที่ผลิตออกมาขายไนปัจจุบันเช่น 2SK60 ,2SJ18 ของ SONY หรือ 2SK70 ,2SJ20 ของ NEC นั้น แรงดันไบแอสจะมีค่าประมาณ 8-10 V การไบแอสโดยใช้ซีเนอร์ไดโอดแบบในรูปที่ 1.20 (ก) นั้น จะเลือกใช้ซีเนอร์ไดโอดขนาด 6V ต่อกับตัวต้านทาน R แรงดันไบแอสจะเป็นผลรวมของแรงดันซีเนอร์กับแรงดันที่ตกคร่อมตัวต้านทาน
     ตามปกติถ้าแรงดันที่ไบแอส V-FET มากก็จะทำให้กระแสเดรนไหลน้อย (เรียกว่าไบแอสลึก) ดังนั้นการตั้งค่าตัวต้านทานเริ่มแรกควรตั้งค่าให้ได้ค่าแรงดันไบแอสสูงๆ จึงจะปลอดภัย ตัวอย่างในรูป 1.20(ก) ถ้าให้กระแสใหลผ่าน R เท่ากับ 6 mA คำนวนค่า R ได้เท่ากับ R = 18V / 6mA = 3kΩ ถ้าเราเลือกใช้พ็อตขนาด 10kΩ และได้ตั้งค่าไว้สูงสุดตอนเริ่มต้นจะเหมาะสมที่สุด ถ้าเกิดตั้งค่าของพ็อตไว้ที่ตำแหน่งต่ำสุดจะทำให้แรงดันไบแอสเท่ากับแรงดันซีเนอร์ซึ่งมีค่าน้อย ทำให้กระแสเดรนไหลมากผิดปกติ (ไบแอสตื้น) แผงระบายความร้อนจะร้อนจัดภายในไม่กี่วินาที ดังนั้นจึงควรระวังในเรื่องการตั้งค่าเริ่มแรกของพ็อตตัวนี้
     
บันทึกการเข้า

กระทู้ไม่สร้างสรรค์ ส่อแววแตกแยก ขายสินค้า หมิ่นสถาบัน หรือกระทู้ไม่เหมาะสม ขอลบออกนะครับ
หน้า: [1] 2 3 4   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2015, Simple Machines
Thai language by ThaiSMF | Modification by VBNeverDie.Com


Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.141 วินาที กับ 23 คำสั่ง