สื่อสร้างสรรค์ เพื่อคนรักเครื่องเสียง

ทดสอบ => ห้องสมุดความรู้ เพื่อคนรักเครื่องเสียง [UN] => ข้อความที่เริ่มโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 04, 2017, 10:21:18 am



หัวข้อ: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 04, 2017, 10:21:18 am
  พอจับงานอีเล็คฯ เจอปห.เยอะ ส่วนใหญ่ต้องการคำตอบ 2-3 โพสท์ก็จบ จะตั้งกะทู้ใหม่ ก็คงเยอะ จึงขอเอามารวมไว้ที่นี่ เชิญทุกท่านที่มีข้อแม้คล้ายๆกัน มาใช้นะครับ

  วันนี้เช็ค hfe ผลการวัด ....
     2N3055 ON MEX =149,    ST Malaysia =103,    ST MYS(น่าจะมาเลฯ) =57
     MJ2955  ST Malaysia2ตัว    ตัวแรก =133,     อีกตัว =122 ... มี2ตัวที่ค่า hfe ไม่ขึ้น

    2ตัวที่ไม่มีค่าขึ้น เอามาเช็คสภาพว่าดีไหม ตั้งมิเตอร์ (UNI-T UT30C) ที่การวัดไดโอด .. เช็คโดยอิงกะทู้ http://www.un-sound.com/board/index.php?topic=18439.0
  (จะเอาปห. นี้ไปต่อกะทู้ ข้างบน .. แต่ต่อกะทู้ไม่ได้)

   ที่มีปห.คือ MJ2955 2ตัว ... 1. ON MJ2955G MEX, 2. ST MJ2955 MYS ใหม่เอี่ยมทั้งคู่
   วัด BE  ตัวแรก 1, 662    ตัว2 = 1, 600
   วัด CB  ตัวแรก 661, 1    ตัว2 = 596, 1
   วัด EC  ตัวแรก 1, 1        ตัว2 = 1, 1
  จะเอาไปใช้ได้ไหมครับ
     .. เคยอ่าน แม้มี hfe ต่ำ แต่เสียงยังออก เพียงแต่ไม่เหนี่ยวนำกระแส .. เขาไม่ได้บอกต่อว่าแล้วจะเกิดอะไรต่อ

  


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 05, 2017, 07:09:49 am
   1.การเลือก Transistor ไปแทนกัน ต้องดู
      1.1 ต้องเป็นชนิดเดียวกัน (NPN / PNP)
      1.2 ต้องทน Volt, Amp => ของเดิม
            Volt ดูที่ Vceo, Amp ดูที่ Ic  .... ถูกต้องไหมครับ
   2. เปิดดาต้าชีทมาหลายตัว มีตัวนี้ ระบุ Darlington Transistor เพิ่มมา ... มันแตกต่างจากตัวอื่นอย่างไร

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: chao2442-@hotmail.com ที่ มีนาคม 05, 2017, 07:19:29 am
ทรานซิสเตอร์ ที่จะแทนMJ2955 และ 2N3055 ได้ดีและถูกด้วย ทนไฟได้สูงกว่า เขาเป็นออดิโอแอมป์ด้วย ตัวละ 16 บาท สั่งซื้อ โลน้อยซาวด์ ในเตรื่องเสียงมือหนึ่ง บอร์ดของผมใช้นัทพงษ์ก็ใช้เบอร์นี้ ใช้ไฟตั้ง100V กว่าโวลท์เลย  ลืมบอกว่าเบอร์อะไร D1047 และB817 หรืออาจจะเป็นเลขตัวอื่น แต่อยู่ใน ECG เดียวกันก็ใช้ได้  (คู่ละ 36บาท ไม่ทราบว่ายังมีของหรือไม่ เขาบอกว่ามีจำนวนจำกัด)


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 05, 2017, 10:13:17 am
   1.การเลือก Transistor ไปแทนกัน ต้องดู
      1.1 ต้องเป็นชนิดเดียวกัน (NPN / PNP)
      1.2 ต้องทน Volt, Amp => ของเดิม
            Volt ดูที่ Vceo, Amp ดูที่ Ic  .... ถูกต้องไหมครับ
   2. เปิดดาต้าชีทมาหลายตัว มีตัวนี้ ระบุ Darlington Transistor เพิ่มมา ... มันแตกต่างจากตัวอื่นอย่างไร

ขอบคุณครับ

   1.การเลือก Transistor ไปแทนกัน ต้องดู
      1.1 ต้องเป็นชนิดเดียวกัน (NPN / PNP)
      1.2 ต้องทน Volt, Amp => ของเดิม
            Volt ดูที่ Vceo, Amp ดูที่ Ic  .... ถูกต้องไหมครับ
ถูกต้องครับ

   2. เปิดดาต้าชีทมาหลายตัว มีตัวนี้ ระบุ Darlington Transistor เพิ่มมา ... มันแตกต่างจากตัวอื่นอย่างไร

ดาร์ลิงตันทรานซิสเตอร์ คือทรานซิสเตอร์ที่มีทรานซิสเตอร์สองตัวต่อร่วมกัน ทำให้ได้ค่า hfe เป็นทวีคูณ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากในอินเตอร์เน็ตครับ



หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 05, 2017, 12:12:01 pm
ขอบคุณครับ
    " ดาร์ลิงตันทรานซิสเตอร์ คือทรานซิสเตอร์ที่มีทรานซิสเตอร์สองตัวต่อร่วมกัน ทำให้ได้ค่า hfe เป็นทวีคูณ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากในอินเตอร์เน็ตครับ "

    ผมวัด hfe ไม่ขึ้น .... เกี่ยวกันไหมครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 05, 2017, 12:37:44 pm
ขอบคุณครับ
    " ดาร์ลิงตันทรานซิสเตอร์ คือทรานซิสเตอร์ที่มีทรานซิสเตอร์สองตัวต่อร่วมกัน ทำให้ได้ค่า hfe เป็นทวีคูณ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากในอินเตอร์เน็ตครับ "

    ผมวัด hfe ไม่ขึ้น .... เกี่ยวกันไหมครับ
ถ้าวัด hfe. ไม่ขึ้นหมายถึงทรานซิสเตอร์ไม่มีเกณฑ์การขยาย ใม่ควรนำมาใช้ในวงจรขยายเสียง แต่อาจนำไปใช้วงจรอื่นๆได้


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 10, 2017, 09:00:10 am
    ไม่รู้อะไร ต้องถามอากู๋ .. แล้วดูผล
    ทำเรกกุเรต 15 V .. หาตำแหน่งขา LM7815 &7915 มีเยอะแยะ ... เลืกเอาที่บอกขาทั้ง 2ตัว

    ทั้ง2ตัวใช้ของใหม่เอี่ยมมาทำ
    ซีกบวก OK.,  ซีกลบ ไฟออกเท่าไฟเข้า เปลี่ยนตัวใหม่(เอี่ยม) ผลเหมือนเดิม ... ถอดออกมาวัด ขาต่อขา ก็เท่ากันทั้ง2ตัวที่วัด

    มาคุยกับอากู๋ อีกที เปรียบเทียบเป็น10เวบบ์  ... ของเดิมที่เอามาใช้มันผิด .... โดนวางยา


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 10, 2017, 10:18:49 am
   เอา 7915 ตัวเดิมใส่เข้าไป ... ใช้ไม่ได้
   เปลี่ยนตัวใหม่ ผลทั่ได้ +15.2 และ -17.5
  เอาไปใช้(วงจร ปรี-โทน) ได้ไหมครับ
 


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 10, 2017, 10:42:11 am
ตำแหน่งขาของ linear regulator มันจะเป็นมาตรฐานเลยครับคือ
78XX in,com,out
79XX com,in,out
ซึ่งถ้าเราทำงานด้านนี้ประจำหรือชอบศึกษาทางด้านนี้ผมแนะนำว่าควรจำตำแหน่งให้ได้ เพราะมันเป็นอุปกรณ์พื้นฐานเลยครับ แต่ถ้าจำไม่ได้ ผมแนะนำเวลาหาในกูเกิ้ลให้หาจาก datashhet ของยี่ห้อนั้นๆเลยจะชัวร์กว่าครับ การหาดูจากภาพประกอบตามเว็บมีความเสี่ยงที่จะได้ข้อมูลผิดซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นการวางยาครับ น่าจะเป็นความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจมากกว่า


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 10, 2017, 10:44:26 am
   เอา 7915 ตัวเดิมใส่เข้าไป ... ใช้ไม่ได้
   เปลี่ยนตัวใหม่ ผลทั่ได้ +15.2 และ -17.5
  เอาไปใช้(วงจร ปรี-โทน) ได้ไหมครับ
 
เร็กกูเลท 7915 ถ้าวัดได้ -17.5 ถือว่าไม่ผ่านครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 14, 2017, 05:39:17 pm
     สูตรคำนวณ R ขนาน  Rt =(R1xR2)/(R1+R2) .. ใช่ไหมครับ?

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 14, 2017, 08:56:33 pm
     สูตรคำนวณ R ขนาน  Rt =(R1xR2)/(R1+R2) .. ใช่ไหมครับ?

ขอบคุณครับ

ถูกต้องครับ แต่วิธีนี้ใช้ได้กับ R ที่ขนานกันสองตัวเท่านั้นครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 15, 2017, 09:36:05 pm
    transformer ที่ระบุเป็น VA เราจะรู้ได้ยังไงว่า หม้อแปลงนั้นจ่ายกระแสกี่แอมป์
    เช่น Secondary ... 18 0 18,  0 9 12 V

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 15, 2017, 10:10:55 pm
    transformer ที่ระบุเป็น VA เราจะรู้ได้ยังไงว่า หม้อแปลงนั้นจ่ายกระแสกี่แอมป์
    เช่น Secondary ... 18 0 18,  0 9 12 V

ขอบคุณครับ

คำนวณแบบง่ายๆภายใต้สมมุติฐานว่าค่า VA ที่บอกนั้นเชื่อถือได้ สมมุติว่า 18 0 18 200VA
ค่ากระแสที่จ่ายได้จะเท่ากับ 200/36 = 5.5Ampครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 15, 2017, 10:41:58 pm
ขอบคุณครับ

คำนวณแบบง่ายๆภายใต้สมมุติฐานว่าค่า VA ที่บอกนั้นเชื่อถือได้ สมมุติว่า 18 0 18 200VA
ค่ากระแสที่จ่ายได้จะเท่ากับ 200/36 = 5.5Ampครับ

    เหตุที่เอาขด 36V มาคำนวณ เพราะถือว่าขดนี้เป็นขดใช้งานหลัก ใช่ไหมครับ?
    = เราจะดูกระแสที่หม้อแปลงจ่ายจากขดหลัก เป็นเกณฑ์

ขอบคุณครับ
  


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 15, 2017, 11:07:46 pm
ใช่ครับ ถ้าไม่ระบุอะรัยเพิ่มเติมจะถือว่าเป็นค่าของขดหลักครับ เช่นหม้อแปลงระบุ 5แอมป์ มีขด (40 0 40) กับ 12V จะถือว่า 5แอมป์เป็นค่าความสามารถจ่ายกระแสของขด 40 0 40 ครับ อันนี้เคยสอบถามจากผู้ผลิตหม้อแปลงครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: chao2442-@hotmail.com ที่ มีนาคม 16, 2017, 07:29:15 am
เวลาไปซื้อทรานซิสเตอร์ ค่า HFE ระหว่าง TR NPN TR PNP ค่า HFE ของ TR PNP จะมากกว่า TR NPN เราจะใช้ ความต่างของ HFE มากน้อย แค่ไหน อย่างไร ครับผม ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 16, 2017, 08:13:01 am
เวลาไปซื้อทรานซิสเตอร์ ค่า HFE ระหว่าง TR NPN TR PNP ค่า HFE ของ TR PNP จะมากกว่า TR NPN เราจะใช้ ความต่างของ HFE มากน้อย แค่ไหน อย่างไร ครับผม ขอบคุณครับ
ไม่ควรจะต่างกันมากนัก แต่ถ้าต่างกันมาก เคยเห็นสมาชิกบางท่านบอกให้ใส่ อาร์ที่ ขา E ที่ภาษาช่างเขาเรียกว่า Re เพื่อควบคุมกระแสที่ไหลระหว่าง C ไป E  ให้ไหลได้เท่าๆกัน หรือให้ไหลได้ไม่ต่างกัน นั่นเอง
ฉะนั้น Re ที่ต่อกันขา E ของทรานซิสเตอร์แต่ละตัว อาจจะมีค่าต่างกันบ้างเล็กน้อย ทั้งนี่ขึ่้นอยู่กับการคำนวณ และการทดลองใส่จริง และวัดดู


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 16, 2017, 12:17:32 pm
โดยทฤษฎีแล้วถ้าเป็นการจัดวงจรในลักษณะของ complementary ในวงจรขยายเสียง ค่า Hfe ของคู่ complementary ควรเท่ากันเพื่อให้ได้เอ้าพุทเป็นศูนย์ แต่ในทางปฏิบัติคงจะเป็นเรื่องยาก เราจึงอนุโลมใช้ค่าที่ใกล้เคียงกันที่สุดแล้วใช้วิธีชดเชยในส่วนอื่นเช่น differential โดยการใช้รีซิสเตอร์แบบปรับค่าได้หรือชดเชยด้วยรีซิสเตอร์แบบฟิกซ์ในส่วนที่มีผลต่อวงจร ซึ่งในปัจจุบันถ้าเป็นวงจรรุ่นใหม่ๆที่จ่ายไฟคู่แบบบวกลบ จะพบปัญหาเรื่องไฟเอ้าท์พุทไม่ได้ศูนย์น้อยมากถึงแม้ว่าเราจะใส่อุปกรณ์โดยไม่เช็คค่า Hfe เลย อย่างไรก็ตาม หากเป็นวงจรรุ่นเก่าๆที่ใช้ไฟเลี้ยงเดี่ยว เรายังคงต้องให้ความสำคัญกับค่า Hfe ของคู่ไดร้ฟและคู่เอ้าท์พุทเนื่องจากจะมีผลต่อไฟที่จะปรากฏทางเอ้าท์พุท โดยเราจะใช้คู่ที่มีค่า Hfe ใกล้เคียงกันแล้วไปทำ fine tune ชดเชยในส่วนอื่นเช่นกันเพื่อให้ได้ไฟเอ้าท์ครึ่งหนึ่งของแหล่งจ่ายครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: chao2442-@hotmail.com ที่ มีนาคม 16, 2017, 05:33:42 pm
สวัดีครับ ผมยังไม่เข้าใจว่า วงจรขยาย ไฟเลี้ยงเดี่ยว เราจะตรวจสอบอย่างไรว่า วงจรทำงานเป็นปกติ ไม่มีผลเสียก้บอุปกรณ์อิเลคทรอนิคที่ใช้ร่วมกัน ครับผม ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 16, 2017, 07:43:46 pm
สวัดีครับ ผมยังไม่เข้าใจว่า วงจรขยาย ไฟเลี้ยงเดี่ยว เราจะตรวจสอบอย่างไรว่า วงจรทำงานเป็นปกติ ไม่มีผลเสียก้บอุปกรณ์อิเลคทรอนิคที่ใช้ร่วมกัน ครับผม ขอบคุณครับ

ผมพอจะเข้าใจละ ว่าน่าจะเป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากกระทู้ OTL150วัตต์ พอดีเห็นมีผู้ให้ช่วยเหลืออยู่แล้วและกระทู้ค่อนข้างยาวเลยทีเดียว ผมไม่ได้ติดตามแต่ต้นก็เลยไม่ได้เข้าไปตอบ และผมก็ไม่ได้ทำวงจรประเภทนี้มานานมากแล้ว โดยส่วนตัวผมเห็นว่าวงจรนี้ไม่เหมาะกับมือใหม่เลยครับ เนื่องจากเป็นวงจรที่ออกแบบไว้นาน อุปกรณ์ต่างๆที่ระบุไว้หลายเบอร์เลิกผลิตไปแล้ว หายากมาก สุดท้ายก็ต้องใช้เบอร์แทน ประกอบกับการใช้ไฟเลี้ยงที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้แต่เดิมและการที่ผู้ทำมีประสบการณ์น้อยก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูยากเข้าไปใหญ่สำหรับมือระดับเริ่มต้น แนวทางที่มีผู้พยายามให้ความช่วยเหลือก็น่าจะถูกต้องแล้ว แต่ของแบบนี้ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ไม่ได้วัดเอง บางทีมันก็ลำบาก ถ้าเป็นวิธีของผมจะเช็คไบอัสของทรานซิสเตอร์แต่ละตัวแล้วปรับเปลี่ยนค่า R ให้เหมาะสม โดยมีเป้าหมายให้ได้ไฟเอ้าท์พุทใกล้เคียงครึ่งหนึ่งของไฟเลี้ยงมากที่สุด จากนั้นใช้ออสซิโลสโคปในการตรวจสอบสัญญาณโดยการป้อนซายน์เวฟ 1KHz เข้าไปเพื่อดูการทำงานในแต่ละส่วน การใช้สโคปจะทำให้เราเห็นสภาพสัญญาณที่ผ่านทรานซิสเตอร์แต่ละตัวทำให้วิเคราะห์ปัญหาได้ง่ายขึ้นเพราะการที่เราได้ไฟเอ้าท์พุทครึ่งหนึ่งของแหล่งจ่ายไม่ได้หมายความว่าเสียงจะออกมาเป็นปกติ แต่เนื่องจากผู้ทำโปรเจ็คไม่มีสโคป  วิธีนี้ก็เป็นอันข้ามไป  ที่เหลือก็คือความพยายาม ความตั้งใจและความอดทนครับที่จะทำให้สำเร็จ ซึ่งถ้าสำเร็จได้คงได้ประสบการณ์เยอะเลยครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 17, 2017, 09:51:21 am
การคัด hfe ไปใช้
    ถ้าเรามีพอให้คัด hfe ได้ ก็ให้นำตัวที่ hfe สูงสุดไปใช้ก่อน
    ถ้าเป็นคู่แมชท์ คัดคู่ที่สูงสุด และไกล้เคียงกัน
    ถูกไหมครับ ... มีข้อควรคำนึงถึงอื่นอีกไหม

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: chao2442-@hotmail.com ที่ มีนาคม 17, 2017, 12:46:07 pm
คัด HFE อย่างเดียวยังไม่พอครับ ต้องคัดลีคด้วยครับ ลีค คือการทนไฟได้ของ TR ตัวนั้น ว่าจะทนไฟได้กี่โวลท์ ผมลองเอา BD139 และ BD140 มาใช้ในวงจร OTL 100W ที่กำลังประกอบกันอยู่นี้ พอจ่ายไฟ 90V TRกลับบ้านเก่าเลย TRที่เราซื้อใช้กันทุกวันนี้ เราไม่ทราบว่าอยู่ในเกรดไหน ต้องเสี่ยงดวง เสี่ยงโชคเอา ถ้จะใหัชัว ต้องซื้อที่ร้านเขาประกอบเครื่องเสียง แบรนด์เนม ราคาเหมือนแพง แต่ถูก เพราะไม่ต้องซื้อบ่อยๆ วิธีวัดลีค TR เขาสอนผมมาว่า  ให้ต้ังเสกลมิเตอร์แบบเข็ม ที่คูณ 10K วัดอย่าให้เกินลีค ถ้าผมใช้ ผมจะเลือกเอาตัวที่เข็มไม่กระดิกเลยมาใช้ก่อน ในวงจรที่ใช้ไฟสูง ตัวลองลงมาเอาไว้ใช้วงจรที่ใช้ไฟต่ำ HFE ต้องหาตัวที่ค่าใกล้เคียงมาใช้ก่อน ในวงจร OTL ที่กำลังทำอยู่นี้ Q3 HFE มากยิ่งดีครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 17, 2017, 01:32:44 pm
การคัด hfe ไปใช้
    ถ้าเรามีพอให้คัด hfe ได้ ก็ให้นำตัวที่ hfe สูงสุดไปใช้ก่อน
    ถ้าเป็นคู่แมชท์ คัดคู่ที่สูงสุด และไกล้เคียงกัน
    ถูกไหมครับ ... มีข้อควรคำนึงถึงอื่นอีกไหม

ขอบคุณครับ

คงไม่มีกติกาหรอกครับว่าจะต้องเอาค่าสูงหรือต่ำไปใช้ก่อน น่าจะเป็นวิธีบริหารจัดการของแต่ละคนกับของที่มีอยู่ครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: chao2442-@hotmail.com ที่ มีนาคม 17, 2017, 01:37:49 pm
สวัสดีครับ คุณพิเชธ ช่วยอธิบาย วงจรไฟเลี้ยงเดี่ยว วงจรไฟเลี้ยงคู่ วงจรแบบ PNPใช้ร่วมกับNPN และวงจรที่ใช้TR NPNอย่างเดียว ว่า ไฟที่ออกจากไดร์ฟคู่ท้าย ที่จะไปต่อเข้า TR POWWER ที่ขาเบส และขาอีมิตอร์ ทั้งไฟลบ และไฟบวกจะเหมือนกัน ทั้งสองวงจร หรือไม่ อย่างไร ครับผม ขอบคุณครับ (ไฟเลี้ยงคู่แบบ TR เพาเวอร์ ชนิดเดียวกัน เบอร์เดียวกัน และ TR เพาเวอร์ ต่างชนิด ที่เป็นคู่แมชแพร์)


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 17, 2017, 03:29:47 pm
อ่านแล้วผมก็ยังสับสนในคำถามนะครับ กรณีไฟเลี้ยงเดี่ยวกับไฟเลี้ยงคู่ ไฟที่ออกจากไดร์ฟคู่ท้ายที่จะไปต่อเข้า TR POWER ที่ขาเบสและขาอีมิเตอร์ ทั้งไฟลบและไฟบวกจะเหมือนกันทั้งสองวงจรหรือไม่ ตามความเข้าใจของผม มันคงไม่เหมือนหรอกครับ ขึ้นอยู่กับการจัดวงจร แต่โดยหลักก็คือทำให้ TR OUTPUT ทั้งตัวบนและตัวล่างได้รับไฟไบอัสเป็น forward(กระแสไหลมากขึ้น) ในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้พร้อมที่จะทำงานเมื่อได้รับสัญญาณที่เฟสตรงกับตัวมัน และได้รับไบอัสเป็น reverse (หยุดนำกระแสหรือไหลน้อยลง) เมื่อได้รับสัญญาณที่เฟสตรงข้ามกัน ซึ่งการจัดไฟไบอัสก็ขึ้นอยู่กับวงจรว่าเป็นแบบ TR เบอร์เดียวกันหรือต่างกัน และถ้าเป็นเบอร์เดียวกันก็ยังขึ้นอยู่กับว่าเป็น NPN หรือ PNP ถ้าไม่ตรงประเด็นต้องขออภัยด้วยครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 17, 2017, 10:22:39 pm
   วันนี้ฝาก ผบทบ. ซื้อตะกั่วบัดกรีให้ พอเริ่มใช้ คล้ายๆมะเขือเผา อ่อนปวกเปียก  อันเก่าแข็งใช้ได้
   มาดูละเอียด มันเป็นขนาด 0.8 ของเดิม 1.2มม. .. ส่วนตัวว่าบัดกรีบน PCB กำลังดี ยกเว้นอ่อนปวกเปียกเกินไป

   อยากรู้ว่าจริงๆแล้ว แต่ละขนาด เหมาะ หรือเขาผลิตมาเพื่อใช้กับงานอะไร

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 17, 2017, 11:02:04 pm
   วันนี้ฝาก ผบทบ. ซื้อตะกั่วบัดกรีให้ พอเริ่มใช้ คล้ายๆมะเขือเผา อ่อนปวกเปียก  อันเก่าแข็งใช้ได้
   มาดูละเอียด มันเป็นขนาด 0.8 ของเดิม 1.2มม. .. ส่วนตัวว่าบัดกรีบน PCB กำลังดี ยกเว้นอ่อนปวกเปียกเกินไป

   อยากรู้ว่าจริงๆแล้ว แต่ละขนาด เหมาะ หรือเขาผลิตมาเพื่อใช้กับงานอะไร

ขอบคุณครับ

ตะกั่วเส้นขนาด 0.8มม.จะใช้กับพื้นที่หรือแพดที่มีขนาดค่อนข้างเล็กเช่น 62 mil หรือใช้บัดกรีอุปกรณ์ SMD ที่มีขนาดเล็กกว่า 1206 โดยใช้ร่วมกับหัวแร้งที่มีปลายเรียวเล็กไม่เกิน 30วัตต์เพื่อไม่ให้ความร้อนสะสมที่จุดบัดกรีมากเกินไปจนทำให้อุปกรณ์เสียหายครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 18, 2017, 05:48:56 am
ขอบคุณครับ
     62mill, 1206 คือตัวเลข บอกอะไรครับ

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 18, 2017, 08:14:30 am
ขอบคุณครับ
     62mill, 1206 คือตัวเลข บอกอะไรครับ

ขอบคุณครับ

เป็นค่าของหน่วยวัดแบบ imperial ครับ แพดขนาด 62mil หมายถึงแพดที่มีขนาด 62/1000นิ้ว หรือประมาณ 1.6มม.ครับ
1206 เป็น code size ของอุปกรณ์ SMD เช่น R chip , C chip ซึ่งจะมีหลายขนาด 1206 คือ ยาว 120/1000นิ้ว กว้าง 60/1000นิ้ว หรือประมาณ 3.2*16มม.ครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 18, 2017, 02:20:20 pm
    1. การจ่ายไบอัสให้ Tr. หมายถึง ขา B ต้องได้รับโวลท์ เท่าไร (อาจไม่เท่ากันในแต่ละเบอร์)
        * ในดาต้าชีท เราดูข้อมูลตัวไหน
    2. เห็นช่างวัดในวงจร จิ้มไปที่2ขา พอเข็มกระดิก ช่างบอกตัวนี้ทำงาน
        * ช่างวัดระหว่างขา EB ใช่ไหมครับ ..จริงๆน่าจะไม่เท่ากันทุกเบอร์ ค่ากลางๆที่มั่นใจได้ว่าถ้าขึ้นโวลท์เท่านี้ Tr. ตัวนี้ทำงานแน่
           ** ค่ากลางๆที่กล่าวถึง ควรเป็นเท่าไร
    3. จากดาต้าชีท มีค่าไหนอีก ที่เราควรรู้ /ทำความเข้าใจ

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 18, 2017, 09:34:37 pm
ทรานซิสเตอร์ทำงานด้วยกระแส โดยต้องมีกระแสเบสเกิดขึ้นจึงจะมีกระแสคอลเล็คเตอร์ไหลได้ แน่นอนว่าหากไม่มีความต่างศักย์(แรงดัน)ที่เบสกับอีมิตเตอร์ กระแสเบสก็จะไม่สามารถไหลจากเบสไปอีมิตเตอร์ได้ และเมื่อกระแสเบสไหลได้ เราจะเห็นศักย์ตกคร่อมที่เบสกับอีมิตเตอร์ซึ่งจะมีค่าประมาณ 0.6โวลท์ อาจจะบวกลบนิดหน่อยขึ้นกับปริมาณกระแสเบสที่ไหลผ่าน ที่ถามว่าขาเบสต้องได้รับโวลท์เท่าไร ผมคงตอบไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราวัดเทียบกับอะไรและทรานซิสเตอร์อยู่ตำแหน่งไหนของวงจร บอกได้แค่หลักการว่าเบสต้องมีแรงดันไฟบวกที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับอีมิตเตอร์(กรณีที่เป็น NPN) จึงจะมีกระแสไหลได้
ที่บอกว่าช่างวัด2ขา(คาดว่าเป็น B-E) พอเข็มกระดิกก็บอกว่าตัวนี้ทำงานก็คงเป็นไปได้ แต่คงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ ถ้าทรานซิสเตอร์ตัวนั้นบังเอิญเสียในลักษณะของ C-E ขาด ก็จะไม่มีกระแสคอลเล็คเตอร์ไหลแม้ว่าจะมีกระแสเบส

เรื่องดาต้าชีท ถ้าเป็นทรานซิสเตอร์โดยทั่วไปเอาแบบหยาบๆก็จะดูที่ Vceo ว่ารับได้กี่โวลท์ Ic กี่แอมป์ อย่างอื่นก็ขึ้นกับความจำเป็นที่จะนำไปใช้งานครับ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องดูผลที่ได้จากการใช้งานจริง บางทีทรานซิสเตอร์ที่มีสเปคใกล้เคียงกันก็ให้เสียงออกมาคนละแนวกันครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 18, 2017, 11:41:02 pm
ทรานซีสเตอร์ปัจจุบันเป็นแบบซิลิกอน ถ้าเราจ่ายกระแสเลี้ยงขาบี จะมีไปตกคร่อมขาบีกับขาอี ตามทฤษฎี .6-.8 โวลท์ แต่ในขณะที่ทรานซิสเตอร์เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้น ไฟตกคร่อมขาบีกับอีจะลดลง วิธวัดคือเอามิเตอร์ตั้ววัดโวลท์ ขั้วสีแดงแตะที่ขาบี ขั้วสีดำแตะที่ขาอี แต่จะไม่รู้กระแสที่ไหลเพราะต้องคำนวณจากค่า hfe


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 18, 2017, 11:44:34 pm
การวัดค่า hfe ก็ไม่ยากมากนักแต่ต้องคำนวณเป็น เช่นจ่ายกระแสให้ขาบี 1 มิลลิแอมป์ แล้วกระแสสมารถไหลผ่านจากซีไปอี ได้เท่ากับ 100 มิลลิแอมป์ นั่นคือ hfe  เท่ากับ 100


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 18, 2017, 11:48:22 pm
การวัดค่า hfe ก็ไม่ยากมากนักแต่ต้องคำนวณเป็น เช่นจ่ายกระแสให้ขาบี 1 มิลลิแอมป์ แล้วกระแสสมารถไหลผ่านจากซีไปอี ได้เท่ากับ 100 มิลลิแอมป์ นั่นคือ hfe  เท่ากับ 100
ทั้งนี้ไม่สนใจโวลท์ว่าจะจ่ายเท่าไร แต่ขาอีต้องต่อตรงลงกราวด์ ด้วยการคำนวณกระแสให้ใหลผ่านอาร์ค่าหนึ่ง และโวลท์จะไปตกคร่อมบีและอี ประมาณ .6-.8โวลท์ แต่ส่วนมากจะอยู่ที่ .6 โวลท์


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 18, 2017, 11:51:13 pm
เป็นเรื่องที่ยากที่จำนำรูปให้ดูเพราะใช้โทรศัพท์ตอบปัญหา จึงไม่สามารถโพสต์รูปให้ดูได้ ผู้รับข่าวสารอาจจะจินตนาการการวัดไม่ไดถูกต้องนัด


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 19, 2017, 06:10:42 am
ขอบคุณ คุณpichet และคุณwut
     
    " ที่บอกว่าช่างวัด2ขา(คาดว่าเป็น B-E) พอเข็มกระดิกก็บอกว่าตัวนี้ทำงานก็คงเป็นไปได้ แต่คงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ ถ้าทรานซิสเตอร์ตัวนั้นบังเอิญเสียในลักษณะของ C-E ขาด ก็จะไม่มีกระแสคอลเล็คเตอร์ไหลแม้ว่าจะมีกระแสเบส "
   " ทั้งนี้ไม่สนใจโวลท์ว่าจะจ่ายเท่าไร แต่ขาอีต้องต่อตรงลงกราวด์ ด้วยการคำนวณกระแสให้ใหลผ่านอาร์ค่าหนึ่ง และโวลท์จะไปตกคร่อมบีและอี ประมาณ .6-.8โวลท์ แต่ส่วนมากจะอยู่ที่ .6 โวลท์ "

   ผมเข้าใจว่า  วงจรทั่วไป เช็ค Tr. ในวงจร
    * วัด BE ได้ประมาณ 0.6 - 0.8 V, วัด CE ควรมีไฟขึ้น จะบวกหรือลบ ก็ตาม พออนุมาณได้ว่า Tr. ตัวนั้น ทำงาน

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 19, 2017, 10:30:04 am
ขอบคุณ คุณpichet และคุณwut
    
    " ที่บอกว่าช่างวัด2ขา(คาดว่าเป็น B-E) พอเข็มกระดิกก็บอกว่าตัวนี้ทำงานก็คงเป็นไปได้ แต่คงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ ถ้าทรานซิสเตอร์ตัวนั้นบังเอิญเสียในลักษณะของ C-E ขาด ก็จะไม่มีกระแสคอลเล็คเตอร์ไหลแม้ว่าจะมีกระแสเบส "
   " ทั้งนี้ไม่สนใจโวลท์ว่าจะจ่ายเท่าไร แต่ขาอีต้องต่อตรงลงกราวด์ ด้วยการคำนวณกระแสให้ใหลผ่านอาร์ค่าหนึ่ง และโวลท์จะไปตกคร่อมบีและอี ประมาณ .6-.8โวลท์ แต่ส่วนมากจะอยู่ที่ .6 โวลท์ "

   ผมเข้าใจว่า  วงจรทั่วไป เช็ค Tr. ในวงจร
    * วัด BE ได้ประมาณ 0.6 - 0.8 V, วัด CE ควรมีไฟขึ้น จะบวกหรือลบ ก็ตาม พออนุมาณได้ว่า Tr. ตัวนั้น ทำงาน

ขอบคุณครับ

ไม่แน่เสมอไป
การวัดไฟแล้ววิเคราะห์ผล จะต้องดูโดยรวมด้วย ว่า เป็นอย่างไร ต้องเข้าใจพื้นฐาน
ดังนั้น การวัดไฟโดยไม่รู้ทฤษฎีเลย อาศัยการจำ หรือบอกต่อ หรือ ตามไดอะแกรม บอกได้ว่า มันไม่เป็นไปตามที่กำหนด แต่ชี้ไม่ได้ว่า เกิดอะไร
การจะสันนิษฐานได้ ก็ต้องรู้ทฤษฎี

อย่างวงจรตัวอย่าง TR เกิดขาดวงจร C-E ส่วน B-E ยังทำงานได้
* วัด BE ได้ประมาณ 0.6 - 0.8 V, วัด CE ควรมีไฟขึ้น จะบวกหรือลบ ก็ตาม
C-E ได้ 10V  B-E ได้ 0.6V
จะสรุปว่า Tr ตัวนั้นทำงาน ก็ผิด


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 19, 2017, 10:46:45 am
ขอบคุณครับ
    ถ้าตัด 10k ที่คร่อม CE ออก
    วัด CE = 10V, BE =0.6, ถ้าวัด BC=9.4Vdc .. ในวงจรใช้งานจริงเป็นเช่นนี้หรือเปล่าไม่รู้นะครับ
    ถ้าข้างบนเป็นจริง BE+BC จะไม่เท่ากับ CE ... ในกรณี Tr. ใช้ได้

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 19, 2017, 11:06:04 am
ขอบคุณครับ
    ถ้าตัด 10k ที่คร่อม CE ออก
    วัด CE = 10V, BE =0.6, ถ้าวัด BC=9.4Vdc .. ในวงจรใช้งานจริงเป็นเช่นนี้หรือเปล่าไม่รู้นะครับ
    ถ้าข้างบนเป็นจริง BE+BC จะไม่เท่ากับ CE ... ในกรณี Tr. ใช้ได้

ขอบคุณครับ

สรุปอย่างนั้นไม่ได้ ต้องดูวงจรโดยรวม และเข้าใจทฤษฎี
อย่างตัวอย่างนี้
 BC+BE เท่ากับ CE   เท่ากับ 10V   BC=9.4V BE=0.6V
Tr ทำงานได้
 และ ตามตัวอย่างนี้ ถ้า B-C ขาดวงจร  BC+BE = CE เหมือนเดิม แต่ Tr เสีย ไม่ทำงาน


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 19, 2017, 11:33:00 am
ทฤษฎีที่ใช้กันมาก ๆ และเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์วงจร ก็ได้แก่

1. กฎของโอห์ม      แรงดันหรือความต้างศักย์ระหว่างจุดสองจุด เท่ากับ กระแสที่ไหลระหว่างจุดสองจุดนั้น คูณ ด้วย ความต้านทานหรืออิมพีแดนซ์ระหว่างจุดสองจุดนั้น
    มีการจัดรูป  เพื่อ หากำลังงานไฟฟ้า  จาก
     กำลังงานไฟฟ้าระหว่างจุดใด ๆ  เท่ากับ แรงดันระหว่างจุดสองจุดนั้น คูณ ด้วยกระแสที่ไหลระหว่างสองจุดนั้น
     ได้อีกหลายสมการ

2. กฎกระแสของเคอร์ชอฟฟ์     ผลรวมของกระแสที่ไหลเข้าที่จุดใด ๆ จะเท่ากับ ผลรวมของกระแสออกที่จุด ๆ นั้น        
   หรือ  ผลรวมของกระแสที่จุดใด ๆ เท่ากับ ศูนย์

3. กฎแรงดันของเคอร์ชอฟฟ์    ในวงจรปิดใด ๆ (closed loop) ผลรวมของแรงดันแหล่งจ่ายในวงจรนั้น เท่ากับ ผลรวมของแรงดันตกคร่อมความต้านทานในวงจรนั้น
   หรือ   ผลรวมของความต่างศักย์ในวงจรปิด  เท่ากับ  ศูนย์

4. กระแสจะไหลจากจุดที่มีความต่างศักย์สูงไปยังจุดที่มีความต่างศักย์ต่ำ

ส่วนระดับสูง ก็จะเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในวงจร เช่น คุณสมบัติของ ทรานซิสเตอร์   ไดโอด  เป็นต้น



หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 19, 2017, 11:40:04 am
ขอบคุณครับ
    คงต้องอาศัยทั้งทฤษฎี และปฏิบัติ
    ถ้า2-3ปี ซ่องสร้างสักวงจร แบบผม
    ถอดเอามาวัด ชัวร์ที่สุด

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 19, 2017, 12:42:32 pm
คงต้องอาศัยประสบการณ์ส่วนหนึ่ง และอาศัยทฤษฎีส่วนหนึ่ง
เพราะ การถอดออกมาวัด บางทีทำให้เกิดปัญหาซ่อน เพิ่มเข้ามา เช่น จุดบัดกรีขาย ลัดวงจร อุปกรณ์ชำรุด ต่อขาผิด ฯลฯ

ดังนั้นถ้าวิเคราะห์เบื้องต้นได้ จะพอคาดคะเน จุดที่น่าจะเป็นปัญหา ออก แล้วค่อยถอดออกมาวัด ก็จะช้ำน้อยหน่อย

ขอเพียงรู้ทฤษฎีเบื้องต้น ให้แม่น และ มองปัญหาทีละประเด็น แยกกลุ่มแยกส่วนทีละส่วน ที่ละวงจร ทีละ loop ทีละจุด วิเคราะห์ทีละส่วน
ค่อย ๆ ไล่ไป  ฝึกไปเรื่อย ๆ ก็จะชำนาญ
ส่วนที่ฟังมา จำมา ก็ฟังมา จำมา คิดต่อ ว่ามันมีทฤษฎีไหนรองรับหรือเปล่า ถ้าไม่แน่ใจก็เก็บไว้ในหัว ในคลังสมองก่อน จนกว่าสักวันจะรู้ทฤษฎีตรงนั้น ก็จะเข้าใจ




หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 19, 2017, 01:08:29 pm
ตัวอย่างการวิเคราะห์ง่าย ๆ ตามรูป
วัดไฟคร่อม BE ได้ 0.6  คร่อม CE ได้ 10V

ใช้ข้อมูลมาหาค่ากระแสและแรงดัน ว่ามันมีความเป็นไปได้อย่างไร
แรงดัน CE ก็คือแรงดันคร่อม R 10k ตัวล่าง  ก็จะหากระแสผ่านได้ด้วยกฎของโอห์ม
คำนวณได้ 1mA ไหลจากบนลงล่าง (บน ความต่างศักย์มากกว่า ล่าง)

มองที่จุด กาแดง ขั้ว C ไม่สนใจที่อื่น
กระแสรวมจุดนี้ ต้องเท่ากับศูนย์ คือ ไหลเข้า เท่ากับ ไหลออก
ไหลเข้า จาก R10k ตัวบน ไหลออก R10k ตัวล่าง และไหลออกผ่าน Tr
ไหลผ่าน Tr ก็ต้องใช้กระแสเบสมาคิด คูณ hFE ชักออกนอกกรอบมาก  ก็พักไว้ก่อนเลิกคิด
มาดูว่าไหลผ่าน R10k ตัวบนเท่าไร น่าจะพอไหวเพราะรู้ R จะหา I ก็ต้องรู้ V คร่อม R10kบน

ดูวงจรปิดนี้ว่าครบรอบคือ กระแสวิ่งจาก +20 ผ่าน R10kบน ผ่าน R10k ล่าง ลง gnd
กฎเคอร์ชอฟฟ์  แรงดันแหล่งจ่ายรวม เท่ากับ ผลรวมแรงดันคร่อมความต้านทาน
คือ 20V เท่ากับ V R10kบน บวก V R10k ล่าง  
รู้ V R10k ล่างจากการวัด ก็จะหาตัวบนได้ ได้ 10V
นำไปหากระแส R10k บน ได้ 1mA

กลับไปดูกระแสที่ กาแดง ไหลเข้า 1 mA ไหลออก 1 mA บวก ไหลออกไป Tr
อย่างนี้แสดงว่า ไหลออกไป Tr เท่ากับ 0  
มันชี้ว่า ไม่ไหลไป Tr
ก็สันนิษฐานว่าเปิดวงจร
เกิดจากอะไรได้บ้าง
1. จุดต่อไม่ถึงกัน  เช็คจุดบัดกรี
2. Tr ขาดวงจร C-E   ถอดออกมาเช็ค

ตามขั้นตอนนี้ แสดงให้เห็นการใช้การวัดไฟ บวก ทฤษฎีพื้นฐาน มาวิเคราะห์ เพื่อแก้ปัญหาในทางปฏิบัติ

ลองคิดเล่น ๆ
ถ้า C-E ลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว
และถ้า R10k ล่างลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว
และถ้า R10k บนลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว
และถ้า R10k บน ขาดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 19, 2017, 07:55:47 pm

  ลองคิดเล่น ๆ
  ถ้า C-E ลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 20, ตัวล่าง 0
  และถ้า R10k ล่างลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 20, ตัวล่าง 0
  และถ้า R10k บนลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 0, ตัวล่าง 20
  และถ้า R10k บน ขาดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 10, ตัวล่าง 10


    ถ้าถูกหมด แสดงว่ายังไม่เป็นอัลไซเมอร์
    ถ้าผิดหมด แสดงว่าเป็นอัลฯ รุนแรง


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 19, 2017, 08:18:52 pm

  ลองคิดเล่น ๆ
  ถ้า C-E ลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 20, ตัวล่าง 0
  และถ้า R10k ล่างลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 20, ตัวล่าง 0
  และถ้า R10k บนลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 0, ตัวล่าง 20
  และถ้า R10k บน ขาดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 10, ตัวล่าง 10


    ถ้าถูกหมด แสดงว่ายังไม่เป็นอัลไซเมอร์
    ถ้าผิดหมด แสดงว่าเป็นอัลฯ รุนแรง

 ถ้า C-E ลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 20, ตัวล่าง 0   OK
  และถ้า R10k ล่างลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 20, ตัวล่าง 0  OK
  และถ้า R10k บนลัดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 0, ตัวล่าง 20  OK
  และถ้า R10k บน ขาดวงจร จะอ่านแรงดันได้เท่าไร คร่อม R10k ทั้งสองตัว // ตัวบน 10, ตัวล่าง 10  บน 20   ล่าง 0-0.6V ตามสภาพของ Tr

เป็นอัลไซเมอร์ นิดหน่อย


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 19, 2017, 08:35:31 pm
ถ้า r. 10k. ตัวบนลัดวงจร และทรานซิสเคอร์ ลัดวงจรที่ c e  สรุปว่า ทรานซิสเตอร์จะแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะทรานซิสเตอร์รับกระแสไม่ไหว ถ้าเป็นทรานซิสเตอร์กำลัง ไม่มีฟิวส์ตัด หม้อแปลงไฟอาจไปด้วย ถ้าเป็นวงจรจ่ายไฟแบบสวิทชิ่ง จะกลับบ้านเก่าตามไปด้วยอีกชุดนึง


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 19, 2017, 08:37:41 pm
ฉะนั้นการต่อใช้งานแหล่งจ่ายไฟควรมีฟิวส์ป้องกัน. เพื่อไม่ให้แหล่งจ่ายกำลังต้องเสียไปด้วย


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 19, 2017, 09:03:19 pm
ฉะนั้นการต่อใช้งานแหล่งจ่ายไฟควรมีฟิวส์ป้องกัน. เพื่อไม่ให้แหล่งจ่ายกำลังต้องเสียไปด้วย

    หม้อแปลง มีขด 15 0 15 ผมแยกไปบัดกรีลง 2วงจร ต่อมาถอดแผงหนึ่งออก ก็เอา3สายนั้นใส่ท่อรัด ให้รวมกันไว้ ทดลองกับแผงที่ต่ออยู่ ขยับไปขยับมา ควันขึ้นหม้อแปลง .. ขดไพรมารีชอร์ตขาด
    เหตเพราะ 3สายที่บัดกรีออก ปลายทั้ง3สายที่เคลือบตะกั่วอยู่ พร้อมใจกันแตะกับแท่นโลหะ

    * ว่าจะเอาไปให้ร้านพันให้ใหม่ กลัวไม่คุ้ม ซื้อมาแตะ400
    * ฟิวส์ จะเอาใช้กับเมนแอมป์ 30-50W ควรใช้ค่าสักเท่าไร

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 21, 2017, 09:25:51 am
   หม้อแปลงเทอรอยด์จากจีน มีใครเคยใช้ ... ดีไหมครับ
   เทียบกับ E-I ที่โวลท์ เท่ากัน  จะหนักกว่า,  Amps จะมากกว่า,  ราคาถูกกว่า เกือบร้อยบาท


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: chao2442-@hotmail.com ที่ มีนาคม 22, 2017, 07:23:34 am
หม้อแปลงเดี๋ยวนี้ ต้องระวังเวลาซื้อ ผมเคยประสบมากับตนเอง เขาเอาอลูมิเนียมมาใช้พันหม้อแปลง ก็ดีเหมือนกันเอาไว้เป็นอาจารย์ เส้นลวดไฟขาออกจะใหญ่  ไม่ทราบว่าผลิตจากที่ได ครับผม


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 22, 2017, 10:11:33 am
หม้อแปลงเดี๋ยวนี้ ต้องระวังเวลาซื้อ ผมเคยประสบมากับตนเอง เขาเอาอลูมิเนียมมาใช้พันหม้อแปลง ก็ดีเหมือนกันเอาไว้เป็นอาจารย์ เส้นลวดไฟขาออกจะใหญ่  ไม่ทราบว่าผลิตจากที่ได ครับผม
เนื่องจากราคาทองแดงมีราคาสูงขึ้น จึงนำอลูมิเนียมมาแทน การนำไฟฟ้าของอลูมิเนียมจะน้อยกว่าทองแดง การใช้อลูมิเนียมจะต้องใช้เส้นที่โตกว่าทองแดง ฉะนั้นตัวหม้อแปลงจะต้องใหญ่ขึ้นอีกเกือบ 1 เท่าตัว เพื่อให้สายอลูมิเนียมที่มีเส้นโตนั้นพันลงไปได้หมด จึงไม่แปลกใจเลยว่าสมัยนี้จะต้องมีการรับประกันว่าใช้ลวดทองแดงในการพัน


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 22, 2017, 10:31:28 am
ขอบคุณครับ
    เคยได้ยินเหมือนกัน ...
    เราไม่สามารถเช็คได้ว่าหม้อแปลงนั้น พันด้วยทองแดง หรืออลูมิเนียม ?
    ถ้าไม่ติดปัญหา เรื่องที่วางในแท่น คงใช้แบบ E-I ... นอกนั้นคงต้องวัดดวง

    ปห.ใหม่
    PSU. Filter ด้วย 4700u x3 +R10K 5W 1ตัว คร่อมบวก-ลบ
    เปิดแล้วปิดทิ้งไว้คืนหนึ่ง รุ่งขึ้นมาบัดกรี ยังมีประกายไฟเล็กๆ หรือเสียงเปรี๊ยะเบาๆ
    ต้องทำยังไง ให้มันดิสชาร์จ เร็วกว่านี้

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ มีนาคม 22, 2017, 11:48:49 am
ขอบคุณครับ
    เคยได้ยินเหมือนกัน ...
    เราไม่สามารถเช็คได้ว่าหม้อแปลงนั้น พันด้วยทองแดง หรืออลูมิเนียม ?
    ถ้าไม่ติดปัญหา เรื่องที่วางในแท่น คงใช้แบบ E-I ... นอกนั้นคงต้องวัดดวง

    ปห.ใหม่
    PSU. Filter ด้วย 4700u x3 +R10K 5W 1ตัว คร่อมบวก-ลบ
    เปิดแล้วปิดทิ้งไว้คืนหนึ่ง รุ่งขึ้นมาบัดกรี ยังมีประกายไฟเล็กๆ หรือเสียงเปรี๊ยะเบาๆ
    ต้องทำยังไง ให้มันดิสชาร์จ เร็วกว่านี้

ขอบคุณครับ

แสดงว่าชุดซัพพลายไม่ได้ต่อกับแอมป์ ในวงจรซัพพลายจึงมีโหลดแค่ตัวเดียวคือ R 10 K 5W ซึ่งอาจทำให้ดิสซาร์จได้ช้าเนื่องจากคาปาซิเตอร์มีค่าสูง ผมแนะนำว่าก่อนจะนำไปใช้งานหรือจะทำอะรัยกับมันให้ใช้ R 200-500โอห์มดิสชาร์จไฟที่ค้างทิ้งครับ เราไม่ควรต่อ R ดิสชาร์จค่าต่ำๆค้างไว้อย่างถาวร เพราะเมื่อเราต่อกับแอมป์ ชุดแอมป์จะเป็นโหลดในการดิสชาร์จอยู่แล้วครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 22, 2017, 12:30:01 pm
ขอบคุณครับ
    เคยได้ยินเหมือนกัน ...
    เราไม่สามารถเช็คได้ว่าหม้อแปลงนั้น พันด้วยทองแดง หรืออลูมิเนียม ?
    ถ้าไม่ติดปัญหา เรื่องที่วางในแท่น คงใช้แบบ E-I ... นอกนั้นคงต้องวัดดวง

    ปห.ใหม่
    PSU. Filter ด้วย 4700u x3 +R10K 5W 1ตัว คร่อมบวก-ลบ
    เปิดแล้วปิดทิ้งไว้คืนหนึ่ง รุ่งขึ้นมาบัดกรี ยังมีประกายไฟเล็กๆ หรือเสียงเปรี๊ยะเบาๆ
    ต้องทำยังไง ให้มันดิสชาร์จ เร็วกว่านี้

ขอบคุณครับ

จุดบัดกรี r คงไม่ดีพอ  เพราะดิสชาร์จทั้งคืน ไม่ควรมีประจุเหลือพอจนเกิดประกายไฟได้
ในทางวิชาการ เมื่อคำนวณด้วยค่า c 4700ufx3  r 10k
จะได้เวลาที่ดิสชาร์จประมาณ 705 วินาที   ( 5RC )


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 22, 2017, 05:00:21 pm
ขอบคุณครับ
    ส่วนใหญ่พอเทสท์เสร็จก็ถอดซัพพลายออกครับ
    และ R10K ไม่ได้บัดกรีครับ C Folter เป็นแบบขันสกรูยึด ...  จึงใช้ขา R10K งอไปคล้อง แล้วยึดสกรูครับ

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 27, 2017, 07:46:47 pm
   PreAmp ไม่มีTone กับ Buffer ต่างกันยังไง

   อย่างแอมป์ IC 1875, 3886, 2030 .... มีกับไม่มี Buffer ค่าเฉลี่ยคุณภาพเสียง ดีขึ้นไหม
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 27, 2017, 09:03:13 pm
   PreAmp ไม่มีTone กับ Buffer ต่างกันยังไง

   อย่างแอมป์ IC 1875, 3886, 2030 .... มีกับไม่มี Buffer ค่าเฉลี่ยคุณภาพเสียง ดีขึ้นไหม
ขอบคุณครับ

buffer ก็คือ กันชน
buffer amp ก็คือ amp ที่ทำหน้าที่เป็นกันชน
กันชนระหว่าง แหล่งจ่ายสัญญาณข้างหน้า buffer กับ โหลดที่ต่อข้างหลัง buffer
อะไรชนกัน  อิมพีแดนซ์ชนกัน ทำให้เกิดความเสียหายในแง่ คุณภาพ คุณสมบัติ การทำงานไม่เป็นดังหวัง ผลที่ได้ไม่เป็นตามต้องการ
ปกติการต่อนั้น อิมพีแดนซ์ของแหล่งจ่าย ควรมีค่าน้อยมาก ขณะที่อิมพีแดนซ์ของ amp หรือตัวรับก็ควรจะมีค่าสูง
มิฉะนั้นเมื่อเอามาชนกัน ก็จะเกิดกรณ๊ที่พูดกันบ่อย ๆ ว่า โหลดวงจร
 
ยกตัวอย่าง amp 1875 ตามที่เห็นวงจรทั่วไป อิมพีแดนซ์ด้านขาเข้า จะประมาณ 22 กิโลโอห์ม
ถ้าเราเอาแหล่งจ่ายสัญญาณที่มี อิมพีแดนซ์ขาออก เท่ากับ 22 กิโลโอห์ม มาต่อกับ amp 1875
สัญญาณเอาต์พุต ก่อนต่อ สมมุติว่า 1V พอต่อเข้าไป สัญญาณที่ 1875 ได้รับจะเหลือ 0.5V หายไป 0.5V
ถ้าเปลี่ยนเป็นแหล่งจ่ายที่มีอิมพีแดนซ์ขาออก เท่ากับ 220 โอห์ม  สัญญาณที่ 1875 ได้รับจะเหลือ 0.99V หายไป 0.01V เท่านั้น
buffer amp จึงต้องมาทำหน้าที่กั้นกลาง
โดยคุณสมบัติของ buffer amp จะมีอิมพีแดนซ์ด้านขาเข้าสูง อิมพีแดนซ์ด้านขาออกต่ำ
และมีอัตราการขยายเท่ากับ 1 คือ ไม่มีการขยายสัญญาณ เข้ามาเท่าไหร่ ออกไปเท่านั้น
และไม่มีการชดเชยความถี่ใด ๆ

ถ้าเอา buffer amp ที่มีอิมพีแดนซ์ด้านขาเข้าเท่ากับ 500k และอิมพีแดนซ์ด้านขาเข้าเท่ากับ 100 ohm มาต่อคั่นระหว่างแหล่งจ่าย 1V อิมพีแดนซ์ด้านขาออกเข้า 22k กับ 1875 
amp 1875 จะได้รับสัญญาณขนาด 0.95V ซึ่งโหลดน้อยกว่า ต่อชนกันตรง ๆ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 27, 2017, 09:04:27 pm
ทดลองเองก่อนครับ อย่าแค่คิดแล้วมาถาม กราทดลองด้วยตนเองเท่านั้น จะสามารถคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง ถ้าทำแล้วมีปัญหาแล้วค่อยมาถามว่าปัญหาเกิดจากอะไร


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 27, 2017, 09:22:34 pm
ส่วน Preamp ก็คือ Amp ที่อยู่ส่วนหน้า ทำหน้าที่ขยายสัญญาณเพื่อส่งต่อให้ Amp ข้างหลัง
เพื่อให้ amp ตัวหลังสามารถทำงานได้ตามที่กำหนด

อย่าง Amp 1875 สมมุติว่า ออกแบบให้มีกำลังขับสูงสุดที่โหลด 8 โอห์ม เท่ากับ 25 Watt rms
สัญญาณขาออกที่ลำโพง เมื่อขับเต็มกำลัง จะประมาณ 14Vrms
Amp 1875 มีอัตราขยายแรงดันเท่ากับ 20 เท่า (หรือ 21 เท่า)
ดังนั้นจะให้ได้กำลังงานสูงสุด ก็ต้องป้อนสัญญาณขนาด 0.7Vrms  (0.7 x 20 = 14)
ถ้าต่อกับ Amp 1875 กับเทปใบ้รุ่นเก่าที่มีสัญญาณออกสูงสุดที่ 0.25-0.5Vrms  รับรองว่าเร่งวอลลุ่มจนสุดก็ไม่ได้กำลังงานเต็มที่

จึงเป็นหน้าที่ของ preamp ที่จะต้องมาต่อคั่น ทำหน้าที่ขยายสัญญาณเพิ่มอีกที
และปกติ preamp ก็มักออกแบบให้เป็น buffer ด้วยเพื่อไม่ให้เกิดการโหลด
อีกทั้ง preamp อาจจะออกแบบให้ชดเชยความถี่ในวงจรด้วยก็ได้ แต่มักไม่สามารถปรับ หรือ คอนโทรลได้

การชดเชยความถี่ที่ปรับได้ จะอาศัยวงจร Tone control
preamp + tone control  เรียกว่า pre-tone
ถ้า Preamp มักหมายถึงไม่มี tone control


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 27, 2017, 09:37:28 pm
คุณภาพเสียงระหว่าง มี กับ ไม่มี buffer จะดีขึ้นไหม

ถ้าไม่มีการโหลด  ไม่มี buffer ดีกว่า มี buffer  แต่ไม่ได้ดีขึ้น จะดีเท่าที่ 1875 ทำได้ (ถ้าทำไว้ไม่ดี ก็ไม่ดีเท่านั้น)
ถ้ามีการโหลด  มี buffer อาจจะดีกว่า ไม่มี buffer
เพราะถ้าเกิดการโหลด สัญญาณที่ลดทอนในแต่ละความถี่ไม่เท่ากัน (ตามตัวอย่างคิดแบบไฟ DC ถ้าของจริงมีความถี่มาเกี่ยวด้วย) คุณภาพก็จะแย่กว่า 1875 ที่ควรจะทำได้
ถ้าต่อ buffer การโหลดลดลง คุณภาพก็จะใกล้เคียงกับที่ 1875 ควรจะทำได้ แต่มีข้อแม้ว่า buffer ต้องออกแบบดีพอไม่สร้างปัญหาเพิ่ม เช่นมี noise เป็นต้น เหล่านี้จะส่งไปขยายโดย 1875 ให้เด่นกว่าคุณภาพที่ควรจะได้

อย่างที่ ท่าน วุฒิ บอกไว้แหละครับ  ทดลองก่อน แล้วจะรู้ คุณภาพเสียงอยู่ที่ความชอบของแต่ละคนครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 27, 2017, 09:43:50 pm
ขอบคุณครับ
    
     ผมมีความรู้สึกว่า 1875 ที่ผมทำ +ปรีโทนที่มี ... ให้คุณภาพเสียงสู้ไม่ผ่านปรีโทน ไม่ได้
       เลยมีความคิดจะเอา 1875 +บัฟเฟอร์ ... มาฟังกับคอมป์ PC ต้องการแท่นไม่ให้ใหญ่นักด้วย
     มี 12AU7 ตอนแรกจะเอามาทำ บัฟเฟอร์ แต่ต้องลงทุนเพิ่ม .. เกรงผลออกมาไม่คุ้ม

     พบวงจร บัฟเฟอร์ โซลิดสเตท ... แต่เขาไม่ระบุ เรื่องอิมพิแดนซ์ ครับ ... แต่เขาระบุว่าใช้กับ GC คงแถวๆ 3875, หรือ3886 จึงน่าจะเอามาใช้กับ1875 ได้
    
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 27, 2017, 10:37:37 pm
ลองเป็น op amp น่าจะง่ายกว่านะครับ
อันนี้ ตัดมาจากชุด gain clone ของ esp sound (Elliott Sound Products) ซีกซ้าย
เลือกใช้ R7 ตัวเดียว ตามวงจร ใช้สวิตช์เลือก เพื่อปรับอัตราขยาย โดยต่อลง gnd
อัตราขยาย เท่ากับ R8/R7 +1
ถ้าไม่ต่อ R7 เลย กำลังขยายเท่ากับ 1
IC NE5532 เป็น opamp คู่  ใช้ 1458  4558  TL072 LF353 แทนได้หมด ลองดู หรือใช้ แบบตัวเดี่ยว 741 ดูก็ได้ ระวังเรื่องขาด้วย


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 27, 2017, 10:46:40 pm
ขอบคุณครับ

    เป็นโปรเจ็ค 88 ใช่ไหมครับ ... ดูจากตัวเลขส่วนล่างของรูป
    ไอซี เราเปลี่ยนเบอร์ได้ใช่ไหมครับ

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 27, 2017, 11:01:35 pm
ขอบคุณครับ

    เป็นโปรเจ็ค 88 ใช่ไหมครับ ... ดูจากตัวเลขส่วนล่างของรูป
    ไอซี เราเปลี่ยนเบอร์ได้ใช่ไหมครับ

ขอบคุณครับ

อันนี้เป็น project 115  แต่ใช้ 88 ดัดแปลงบางค่า จาก figure 4
ถ้าดูจาก 88 อาจจะงง เพราะต้องไปคิดต่อ

IC ต้องลองดู สไตล์เสียงอาจแตกต่างได้ ถ้าได้ตรงเบอร์จะดี เพราะ noise ต่ำ 


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 28, 2017, 08:32:26 am
    สงสัยที่มาของตัวเลข ในข้อมูลจาก ESP. Project88 ที่มีการขยาย 2Stage
    อัตราขยาย ขึ้นอยู่กับ R3=R4 และ R7=R8   ... เป็น R ในแต่ละสเตจ

    ในตาราง
     1. แสดงค่า R7 เมื่อเปลี่ยนค่า จะต้องเปลี่ยนค่า R8 ให้เท่ากันด้วย ใช่ไหมครับ
     2. เมื่อเปลี่ยนค่า R7 จะทำให้ค่า dB ในStage1 เปลี่ยนด้วยใช่ไหมครับ
     3. ดูเฉพาะช่อง Stage2 ดูค่า R7 ที่เปลี่ยน ทำไมค่า Stage2(dB) มันไม่แปรผันตาม
     4. ทำไม Stage1มี dB 2ช่อง ซึ่งค่าไม่เท่ากัน
     5. ที่กรอบแดง ค่าR7 =10K. ทำไมค่า dB ของ Stage1 ไม่เท่ากัน

ขอบคุณครับ

    


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ มีนาคม 28, 2017, 10:59:24 am
   สงสัยที่มาของตัวเลข ในข้อมูลจาก ESP. Project88 ที่มีการขยาย 2Stage
    อัตราขยาย ขึ้นอยู่กับ R3=R4 และ R7=R8   ... เป็น R ในแต่ละสเตจ

    ในตาราง
     1. แสดงค่า R7 เมื่อเปลี่ยนค่า จะต้องเปลี่ยนค่า R8 ให้เท่ากันด้วย ใช่ไหมครับ
     2. เมื่อเปลี่ยนค่า R7 จะทำให้ค่า dB ในStage1 เปลี่ยนด้วยใช่ไหมครับ
     3. ดูเฉพาะช่อง Stage2 ดูค่า R7 ที่เปลี่ยน ทำไมค่า Stage2(dB) มันไม่แปรผันตาม
     4. ทำไม Stage1มี dB 2ช่อง ซึ่งค่าไม่เท่ากัน
     5. ที่กรอบแดง ค่าR7 =10K. ทำไมค่า dB ของ Stage1 ไม่เท่ากัน

ขอบคุณครับ

    

คงจะเข้าใจยาก ถ้าท่านไม่อ่านบทความให้ครบถ้วน
เพราะรูปที่ยกมาเป็นรูปตั้งต้น แต่ในตารางเป็นการทดลองเปลี่ยนค่า R ที่เกี่ยวข้องทั้งสองสเตจ เพื่อปรับเกน
ถ้าไล่เลียงตามลำดับก็จะเข้าใจ

1. เกนของ control.  เท่ากับ -3db. อันนี้คงที่ ไม่มีปรับเปลี่ยน

2 สเตจ1 มีการทดสอบเปลี่ยนเกน เป็น 2 ค่าคือ 0 db กับ 6db
0 db คือ ตัดR4 ออก เหลือแต่ R3. เกนเท่ากับ 1
6 db คือ. ตามรูป เกนเท่ากับ 2. (10/10 + 1=2) หรือ 20log(2)=6db

3 เมื่อทดลองเปลี่ยนเกนสเตจ1 ในแต่ละครั้ง จะปรับเกนสเตจ2 อีก 5 ค่าแล้วบันทึกผล
ล็อกค่า R8 ที่10k แล้วเปลี่ยนค่า R7 5 ค่าตามตาราง
คำนวณเกนออกมา แล้วหาค่า db ได้ตามตาราง

ดังนั้นคำถามของท่านก็จะได้คำตอบแล้ว

1 ค่าR8 ล็อกไว้ที่10k ไม่เปลี่ยนเลยตลอดการทดลอง

2 เปลี่ยนR7 ไม่เกี่ยวกับค่าdb ของสเตจ1

3 ค่าdb ของสเตจ2 เปลี่ยนตามการเปลี่ยน R7. สงสัยท่านจะอ่านค่าผิดคอลัมน์

4. สเตจ1 มีค่าdb 2 ค่า เพราะมีการเปลี่ยนเกนของสเตจ1 เป็น2 ค่า คือเกน=1 กับเกน=2

5 ตามกรอบแดง db สเตจ1 ไม่เท่ากันเพราะเป็นการทดลองทีละรอบ รอบแรกใช้เกนเท่ากับ1 แล้วเปลี่ยนเกนสเตจ2 5 ครั้ง รอบสองใช้เกนเท่ากับ 2 แล้วเปลี่ยนเกนสเตจ2 อีก5 ครั้ง

สุดท้าย เกนสเตจ1 = R3/R4 + 1
เกนสเตจ 2 = R8/R7 + 1
ทำเป็นค่า db.  =  20 log(เกน)


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 28, 2017, 02:16:40 pm
ขอบคุณครับ

      คงต้องอ่านคำอธิบาย ของคุณloi ทีละบันทัด พร้อมดูค่าในตาราง และทำความเข้าใจ (คงได้นิดหน่อย)
      ไม่ได้สังเกตุว่าค่า R7 จะมี5ค่า ซ้ำกัน(2ชุด) จาก 10K ... 4.7K

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: chao2442-@hotmail.com ที่ มีนาคม 28, 2017, 02:48:00 pm
วงจรไอซีตระกูล TDA ของทอมสันให้เสียงทุ้มนุ่มนวล ผมใช้เปิดร่วมกับ DC TONE บวกด้วยบูทเบส แบบปรับความถี่ได้ ฟังเพลงไทย ลูกกรุง หลับง่าย หายเครียด ครับผม


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 29, 2017, 11:10:28 am
     วงจรที่ทำๆกันในเวบบ์ DIY, วัตต์เท่าๆกัน, อุปกรณ์ธรรมดาที่หาได้ทั่วไป
     ระหว่าง OTL, OCL
     ลักษณะเสียงที่แตกต่างกันชัดเจน ... มีอะไรบ้าง

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: chao2442-@hotmail.com ที่ มีนาคม 29, 2017, 05:24:53 pm
วงจร OCL  มีมากให้เลือก วงจร OTL มีไม่กี่วงจรเอง ทางเลือกจึงมีน้อย และทำยากกว่าวงจร OCL วงจร OCL จำพวก 741 ทำง่าย ถ้าอุปกรณ์ดีทำถูกต้องตามวงจร ไฟเอ๊าพุทได้ .00Vเลย ไม่ต้องปรับแต่งอะไรเลย ถ้าได้โทนที่ถูกใจเขาละก็ ขั้นเทพเลยครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 29, 2017, 07:42:59 pm
วงจร otl. ถ้าทำฟังในบ้านได้อรรถรสมากกว่า แต่ถ้าต้องการใช้งานกลางแจ้ง otl. ไม่ค่อยจะเหมาะนัก เพราะการทำให้กำลังวัตต์มากกว่าร้อยวัตต์ต่อข้างยาก เพราะ c ค่าสุงๆ โวลท์สูงๆหายากและราคาแพงมาก


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ มีนาคม 29, 2017, 07:45:08 pm
และนี่คือสาเหตุหลักที่เครื่อเสียงกลางแจ้งไม่นิยมวงจรแบบโอทีแอล


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: chao2442-@hotmail.com ที่ มีนาคม 29, 2017, 09:02:00 pm
วงจร OTL ที่พัฒนาครั้งล่าสุดที่อาจารย์เชิดศักดิ์ ให้อาจารย์ โลน้อย ช่วยปรับปรุงวงจรของปู่รอย และมีสมาชิกในเวปนี้อีกหลายๆท่าน ร่วมแรง ร่วมใจกัน สร้างสรรค์ วงจร OTL ตัวผมเองมีความคิดมานานแล้วว่า อยากเห็นวงจร OTL ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ ชนิด PNP จากภาคหน้า จนถึงภาคหลังสุด แบบปู่รอยได้จารึกไว้ในประวัติศาสเครื่องเสียงของไทยที่ใช้ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN ล้วน สมาชิกท่านได มีไว้ในครอบครองถือว่ามีโชคเลยครับ ยืมภาพเอามาให้ชมครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ มีนาคม 30, 2017, 06:05:12 am
วงจร otl. ถ้าทำฟังในบ้านได้อรรถรสมากกว่า แต่ถ้าต้องการใช้งานกลางแจ้ง otl. ไม่ค่อยจะเหมาะนัก เพราะการทำให้กำลังวัตต์มากกว่าร้อยวัตต์ต่อข้างยาก เพราะ c ค่าสุงๆ โวลท์สูงๆหายากและราคาแพงมาก

ขอบคุณครับ
    สาเหตุที่ถาม ก็เพราะไปเห็น Data sheet ของLM3886 มีการต่อแบบ OTL
    แต่ไม่เคยเห็นใครทำเลย



หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 01, 2017, 06:30:23 am
    ทำไม R Feed back จึงต่อไม่เหมือนกัน
   
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: thong ที่ เมษายน 01, 2017, 07:16:40 am
แล้วไม่สงสัย ZD หรือว่าทำไมต่อแบบนี้(ที่ไฟลบ)


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 01, 2017, 08:54:08 am
ขอบคุณครับ
     เพิ่งสังเกตุครับ เมื่อดูการต่อที่ซีก+
     การต่อซีกลบ ถ้าไม่เขียนผิด คงเป็นการวางยา

ขอบคุณครับ



หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ เมษายน 01, 2017, 09:27:17 am
ตามที่ครู thong บอกนั่นแหละครับ
ด้วยประสบการณ์ ความรู้ ทักษะ ต่าง ๆ สามารถนำไปคิดวิเคราะห์ สรุปได้เอง
ทางพุทธ จึงให้พิจารณาตามหลัก กาลามสูตร


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 01, 2017, 05:45:41 pm
   แล้ว R Feed back ทำไมต่อไม่เหมือนกันครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ เมษายน 01, 2017, 08:45:31 pm
  แล้ว R Feed back ทำไมต่อไม่เหมือนกันครับ

นั่นคงต้องไปถาม ผู้ออกแบบ หรือ ผู้เผยแพร่
ว่า จริง ๆ เป็นอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร
ในฐานะคนดู เท่าที่เห็น ก็ต้องคาดเดา เพราะไม่มีอะไรเลย นอกจากรูป
1. การจัดรูป feed back เหมือนกัน ต่างกันแค่ ซีกหนึ่งเป็น VR ปรับค่าได้ อีกซีก เป็น R คงที่
2. วงจรน่าจะวาดจากโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับวาดวงจรไฟฟ้า อาจจะเกิดจาก คนวาดรูปวงจรวาดผิด  น่าจะไปหยิบรูป R มาผิด มา  เพราะ ZD ยังวางกลับด้าน
3. วงจรแบบนี้ ไม่น่าเชื่อถือ เพราะขนาดวงจรยังมีผิด  สงสารมือสมัครเล่นบางท่าน ที่ต้องเสียเวลา เสียเงินไปเปล่า ๆ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ เมษายน 01, 2017, 09:32:53 pm
  แล้ว R Feed back ทำไมต่อไม่เหมือนกันครับ

นั่นคงต้องไปถาม ผู้ออกแบบ หรือ ผู้เผยแพร่
ว่า จริง ๆ เป็นอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร
ในฐานะคนดู เท่าที่เห็น ก็ต้องคาดเดา เพราะไม่มีอะไรเลย นอกจากรูป
1. การจัดรูป feed back เหมือนกัน ต่างกันแค่ ซีกหนึ่งเป็น VR ปรับค่าได้ อีกซีก เป็น R คงที่
2. วงจรน่าจะวาดจากโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับวาดวงจรไฟฟ้า อาจจะเกิดจาก คนวาดรูปวงจรวาดผิด  น่าจะไปหยิบรูป R มาผิด มา  เพราะ ZD ยังวางกลับด้าน
3. วงจรแบบนี้ ไม่น่าเชื่อถือ เพราะขนาดวงจรยังมีผิด  สงสารมือสมัครเล่นบางท่าน ที่ต้องเสียเวลา เสียเงินไปเปล่า ๆ
ผู้ออกแบบเขาออกแบบไม่ผิดแต่ไม่ต้องการให้ลอกแบบแล้วนำไปใช้ได้เลย แต่ที่วงจรออกมาแบบนี้เพราะคนที่จะลอกไม่มีความรู้พอที่จะแก้ไข ส่วนคนที่มีความรู้และประสบการณ์จะสามารถมองออกและแก้ไขเองได้ วงจรนี้วางบั๊กไใ้ตามที่เห็น


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 02, 2017, 04:39:38 pm
   ผมมี K532 อยู่แถวหนึ่ง 8ตัว ... ซื้อจากตลาดนัด(นานแล้ว)สัก20บ.มั้ง  เห็นว่าแค่ฮีทซิ้งค์ ก็คุ้มแล้ว
   อากู๋ บอกรายละเอียดไม่ได้
   มีใครพอรู้ไหมครับ มันเป็นอะไร

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: neojass ที่ เมษายน 02, 2017, 05:02:42 pm
   ผมมี K532 อยู่แถวหนึ่ง 8ตัว ... ซื้อจากตลาดนัด(นานแล้ว)สัก20บ.มั้ง  เห็นว่าแค่ฮีทซิ้งค์ ก็คุ้มแล้ว
   อากู๋ บอกรายละเอียดไม่ได้
   มีใครพอรู้ไหมครับ มันเป็นอะไร

ขอบคุณครับ

น่าจะเป็น mosfet นะครับ เบอร์ 2SK532 ถามอากู๋ อีกรอบครับ มี datasheet ครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 02, 2017, 07:13:51 pm
ขอบคุณ คุณneojass ครับ
   
      ไปเปิดหา K532, TK532 จึงไม่เจอครับ
      เป็นดาต้าชีท ที่อ่านไม่รู้เรื่อง เนื่องจากไม่ได้สนใจ FET, MOSFET มาก่อน
      เปิดเวบบ์แรก เป็นภาษาญี่ปุ่น มีแผ่นเดียว, เวบบ์ต่อมา " 2SK532 Transistors
N-Channel Enhancement MOSFET " ... ตกลงมันเป็น ทรานซิสเตอร์ หรือ มอสเฟต
       
      FET, MOSFET, V-MOSFET นี่ไม่เหมือนกัน ใช่ไหมครับ
      เจ้า 2SK532 นี่ไปทำอะไรได้บ้างครับ   

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ เมษายน 02, 2017, 08:42:54 pm
ขอบคุณ คุณneojass ครับ
  
      ไปเปิดหา K532, TK532 จึงไม่เจอครับ
      เป็นดาต้าชีท ที่อ่านไม่รู้เรื่อง เนื่องจากไม่ได้สนใจ FET, MOSFET มาก่อน
      เปิดเวบบ์แรก เป็นภาษาญี่ปุ่น มีแผ่นเดียว, เวบบ์ต่อมา " 2SK532 Transistors
N-Channel Enhancement MOSFET " ... ตกลงมันเป็น ทรานซิสเตอร์ หรือ มอสเฟต
        
      FET, MOSFET, V-MOSFET นี่ไม่เหมือนกัน ใช่ไหมครับ
      เจ้า 2SK532 นี่ไปทำอะไรได้บ้างครับ    

ขอบคุณครับ


เป็นทรานซิสเตอร์แบบหนึ่งครับ
ทรานซิสเตอร์แบบที่เราคุ้นเคยและเรียกกันทั่วไป เป็น  Bipolar Junction Transistors (BJT)
อีกแบบคือ Field Effect Transistors (FET)
แบบหลังนี้มีลูกหลานเยอะ เช่น JFET  MOSFET   V-MOSFET   D-MOSFET ... ฯลฯ

ลองค้นหาอ่านดูครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ เมษายน 02, 2017, 09:38:00 pm
มันเป็นเบอร์  2sk532 ใช้งาน dc to. dc Vds. 60 V  Vgs +-20V I'd 12 A


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 03, 2017, 06:43:07 am
มันเป็นเบอร์  2sk532 ใช้งาน dc to. dc Vds. 60 V  Vgs +-20V I'd 12 A

ขอบคุณครับ
     หมายถึง แปลงโวลท์ Dc to Dc ... เช่น 12Vdc >> 30Vdc ใช่ไหมครับ
     ใช้งานเร็กกุเรต ได้ไหมครับ เคยอ่านเจอ ... (ในวงจรจ่ายไฟเร็กฯ) เปลี่ยนใช้เฟต แทนทรานซิสเตอร์ จะได้ไฟเรียบขึ้น

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ เมษายน 03, 2017, 06:54:07 am
มันเป็นเบอร์  2sk532 ใช้งาน dc to. dc Vds. 60 V  Vgs +-20V I'd 12 A

ขอบคุณครับ
     หมายถึง แปลงโวลท์ Dc to Dc ... เช่น 12Vdc >> 30Vdc ใช่ไหมครับ
     ใช้งานเร็กกุเรต ได้ไหมครับ เคยอ่านเจอ ... (ในวงจรจ่ายไฟเร็กฯ) เปลี่ยนใช้เฟต แทนทรานซิสเตอร์ จะได้ไฟเรียบขึ้น

ขอบคุณครับ
เคยเห็นเหมือนกันว่าเอาไปใช้งานด้านเร็กกูเลต แต่ผมไม่เคยทดลองใช้งาน ลองทำเองเลยครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 03, 2017, 05:13:58 pm
    ตอนนี้ยังไม่มีโครงงาน ระบบไฟครับ
    จะเอาฮีทซิ้งค์ มาใช้งาน ... มันติดอยู่บนนั้น ถามอากู๋ ก็จับความไม่ได้
    เลยเอามาแปะถามครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 10, 2017, 11:52:16 am
    C 10u ในกรอบเขาต่อถูกไหมครับ
    ถ้าต่อถูก ค่าจะเป็นเท่าไร
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: loi ที่ เมษายน 10, 2017, 03:15:59 pm
    C 10u ในกรอบเขาต่อถูกไหมครับ
    ถ้าต่อถูก ค่าจะเป็นเท่าไร
ขอบคุณครับ

ต่อไม่ผิด แต่จะเพื่ออะไร เหมาะสมหรือเปล่า ควรทำแบบนี้หรือไม่ คงต้องไปวิเคราะห์ดู

พิจารณาจากความรู้ที่มี และทฤษฎีที่ยอมรับกันแล้ว
ดูปัจจัยเกี่ยวข้องโดยรอบ
ก็คงจะได้คำตอบ ที่ควรจะเป็น
แต่อาจจะไม่ตรงกับที่ออกแบบ
เพราะไม่มีคำอธิบายใด ๆ ก็ต้องไปถามคนออกแบบ



หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 11, 2017, 05:56:13 am
ขอบคุณครับ
    สรุปว่า ถ้าจะทำวงจรนี้ .... ต่อตามวงจร มันก็ทำงานเป็น SubWoofer ได้
    และ ค่าความจุรวมน่าจะเป็นเท่าไรครับ

   วงจรจาก Input ถึง C ที่ถามปัญหา เราเอาไปใช้รวมสัญญาณ จาก Stereo เป็น Mono
   ใช้กับวงจรทั่วไป ก็ได้ใช่ไหมครับ

ขอบคุณครับ
    


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ เมษายน 11, 2017, 06:47:16 am
แล้วไม่สงสัยในกรอบสีเขียวหรือครับ ว่าทำไมจึงต่อไม่เหมือนกับกรอบสีฟ้า

สูตร การหาค่าความจุของคาปาซิเตอร์แบบต่ออนุกรมของ

C รวม = 1/c1 + 1/C2 + ... + 1/Cn


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 18, 2017, 06:19:59 pm
ขอบคุณ คุณwut ครับ
    ผมคงสับสนเอง วงที่ผมวงไป น่าจะเป็นการต่ออนุกรมถูกต้อง(ตามที่ผมเข้าใจ)
    ต่ออนุกรม คือเอาบวกต่อลบ ต่อบวก ต่อลบ ไปเรื่อยๆ
    ต่อขนาน คือเอาบวกต่อไฟบวก เอาลบต่อไฟลบ ไปเรื่อยๆ

    ดังนั้น ที่ผมสงสัยคือชุดที่คุณwut วงมา
    เวลาต่อประกอบวงจร มักจะได้รับการเตือนเสมอ ให้ระมัดระวัง เช็คขั้วซีให้ถูกต้อง
    ถ้าผิดขั้ว อาจบวมแตกได้ ... ผมเคยต่อผิด ผล .. แตกสารเคมีไหลออกมา
    จึงสงสัย การต่อตามที่คุณwut วงมา เพราะเท่ากับขั้วลบต่อลงวงจรทั้ง2ด้าน
    สงสัยว่าต่อได้หรือ

    ไม่แน่ใจว่าจำมาถูกไหม ... สมมติมี C 2200u/50V อยู่3ตัว
    นำมาต่ออนุกรมกัน จะทนโวลท์มากขึ้น = ค่า 2200u/150V
    นำมาต่อขนานกัน จะได้ค่าความจุมากขึ้น = 6600u/50V
      ** อันนี้คือ C ที่นำมาใช้ มีค่าเท่ากัน

ขอบคุณครับ
       


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ เมษายน 18, 2017, 07:11:30 pm
ตามความเห็นของผม วงจรในกรอบสีฟ้าน่าจะเขียนผิด ที่ถูกต้องน่าจะตามแบบกรอบสีเขียว ผู้ออกแบบน่าจะเจตนาที่นำ C มาต่อเป็นแบบไบโพลาร์ตามกรอบสีเขียวโดยให้ขั้วลบชนขั้วลบครับ ไม่มีเหตุผลอะรัยที่จะนำ C10uf 2ตัวมาต่ออนุกรมตามวิธีการปกติ เพราะใช้ 4.7uf ตัวเดียวน่าจะง่ายกว่าครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 18, 2017, 07:35:58 pm
ขอบคุณ คุณ Pichet ครับ

     เราเอาซี2ตัว มาต่อแบบในกรอบเขียว จะกลายเป็น BP ไป
     ความรู้ใหม่ครับ
     ถ้าเราเอาขั้วเหมือนกันมาชนกัน (จะบวกหรือลบก็แล้วแต่) เอาปลายที่เหลือต่อเข้าวงจร ... ยังคงเป็น BP ไหมครับ

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ เมษายน 18, 2017, 07:48:47 pm
การต่อวงจรแบบในกรอบสีเขียวเป็นการต่อแบบอนุกรม แต่จุดประสงค์ของการต่อแบบนี้จะทำให้ c. มีค่าเท่ากับครึ่งหนึ่งก็จริง แต่จะเป็น c ชนิดนอนโพล่าร์ คือไม่มีขั้ว และอัตราการทนไฟฟ้าจะได้เท่ากับ ค่าการทนกำลังไฟฟ้าของตัวที่ 1 บวกด้วยค่าทนกำลังไฟฟ้าของตัวที่สอง


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: Pichet_VC ที่ เมษายน 18, 2017, 10:35:13 pm
ขอบคุณ คุณ Pichet ครับ

     เราเอาซี2ตัว มาต่อแบบในกรอบเขียว จะกลายเป็น BP ไป
     ความรู้ใหม่ครับ
     ถ้าเราเอาขั้วเหมือนกันมาชนกัน (จะบวกหรือลบก็แล้วแต่) เอาปลายที่เหลือต่อเข้าวงจร ... ยังคงเป็น BP ไหมครับ

ขอบคุณครับ

โดยปกติเราจะเอาขั้วลบชนกันแล้วเอาขั้วบวกที่เหลือไปใช้งานครับ เนื่องจากในคาปาซิเตอร์แบบอีเล็คโตร ขั้วบวกของแผ่นอลูมิเนียมฟอยด์ที่ใช้เป็นไดอีเล็คทริคจะถูกเคลือบด้วยอ๊อกไซด์ และใน native bipolar electrolytic คาปาซิเตอร์(คาปาซิเตอร์ที่ผลิตมาเป็นแบบ bipolar โดยเฉพาะ) อ๊อกไซด์จะถูกเคลือบไว้ทั้งสองด้านของแผ่นฟอยด์ ซึ่งนั้นหมายถึงที่ขั้วทั้งสองก็คือด้านที่ถูกเคลือบอ๊อกไซด์ เวลาเราเอาคาปาซิเตอร์สองตัวมาต่อกันเป็น bipolar จึงเอาด้านบวก(ด้านที่ถูกเคลือบอ๊อกไซด์)หันออกแล้วเอาลบชนกันเพื่อเลียนแบบโครงสร้างของ native bipolar cap ครับ


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: AoyNew ที่ เมษายน 22, 2017, 09:42:46 pm
   วันนี้ เจออีกวงจร ที่เอาซีมาอนุกรม เพื่อให้เป็น BP
   น่าสังเกตุ ... วงจรก่อนที่เจอ กับวงจรใหม่ เกี่ยวข้องกับ Woofer ทั้งคู่

   ทำไมไม่ระบุให้ใช้แบบ BP เลย


หัวข้อ: Re: ปัญหาจับฉ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: wut_nimmee ที่ เมษายน 22, 2017, 09:58:10 pm
ตอบง่ายมากๆ เพราะ c แบบไม่มีขั้วค่าสูงๆ หาซื้อยากมากและถ้าหาได้จะมีราคาแพงมาก นี่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องหาของไม่ได้และเรื่องราคา