ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อคนรักเครื่องเสียง

ทดสอบ => ห้องสมุดความรู้ เพื่อคนรักเครื่องเสียง [UN] => ข้อความที่เริ่มโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 01:32:25 am



หัวข้อ: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 01:32:25 am
บทที่ 1 กระแสไหลมากไป
ผู้ที่เคยประกอบเครื่องขยายเสียงด้วยตนเอง อาจเคยประสบเหตุการณ์อย่างเช่น เมื่อประกอบวงจร จัดการเดินสายไฟต่างๆ ภายในเครื่องขยายเสร็จแล้ว และเมื่อเปิดเครื่องเพื่อทดลองฟังเสียงหรือจะได้ทำการปรับเครื่องดู พอเปิดสวิตช์ไฟ ปรากฏว่าฟิวส์ขาดทันที หรือแผ่นระบายความร้อนเกิดร้อนจัดจนใช้มือแตะไม่ได้หรือเปิดได้ไม่นานหม้อแปลงก็ร้อนจัดจนบางครั้งก็เสีย หรือเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ที่ติดบนแผ่นระบายความร้อนเกิดอาการร้องครางขึ้น ที่น่าอันตรายที่สุดคือตัวต้านทานร้อนจัดจนมีควีนแล้วส่งกลิ่นเหม็นไหม้ เหตุการณ์ต่างๆเหลานี้ ผู้ที่เคยต่อเครื่องขยายเสียงเองคงจะเคยประสบมาบ้างแล้ว
   อาการต่างๆเหล่านี้ถ้าสามารถค้นพบสาเหตุของมัน ก็จะทำการแก้ไขได้อย่างง่ายดาย แต่การหาสาเหตุของอาการเหล่านี้ในความเป็นจริงแล้วนั้นต้องใช้เวลานาน บางครั้งเป็นเวลาหลายวัน เสียทั้งเวลาและเงินที่ต้องจ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ต่างๆ มาลองเปลี่ยนดู
   ในบทนี้จะกล่าวถึงอาการและสาเหตุของกระแสใหลมากไปที่มักจะพบอยู่เสมอ สาเหตุของอาการขัดข้อง มักจะเป็นความผิดพลาด ความพลั้งเผลอ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียเป็นส่วนมาก ในที่นี้จะพูดถึงข้อควรระวังต่างๆในระหว่างการต่อเครื่องขยายเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์กระแสไหลมากไปขึ้นอีก
   สาเหตุที่จะกล่าวถึงนี้ไม่รวมกรณีการต่อสายไฟผิดเพราะความพลั้งเผลอแม้ผู้ชำนาญที่มีประสบการณ์ จับหัวแร้งบัดกรีมานานก็ยังเดินสายไฟผิดพลาดอยู่บ่อยๆ ถ้ารีบเกินไป กว่าจะค้นหาสาเหตุพบก็ต้องใช้เวลานานทีเดียวแม้จะเดินสายไฟผิดไปเพียงเส้นเดียงก็ตาม
   ในการต่อเครื่องขยายเสียง สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ไม่ควรรีบร้อนในการเดินสายไฟ ควรบัดกรีสายไฟแต่ละเส้นอย่างใจเย็นและรอบคอบบางเส้นต่อยากต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 นาที แต่รีบบัดกรีเพื่อให้เสร็จเร็วๆ โดยใช้เวลาเพียงนาทีเดียว จะเป็นสาเหตุให้เครื่องไม่ทำงานในภายหลัง และกว่าจะหาสาเหตุพบก็อาจจะกินเวลานานถึง 2ชั่วโมงก็ได้ นอกจากนั้นก็อาจจะต้องสูญเสียทรานซิสเตอร์ ตัวต้านทานไปหลายตัวก็ได้ วิธีการเดินสายไฟอย่างไม่ผิดพลาดอาจทำได้ด้วยการใช้ดืนสอแดงขีดทำเครื่องหมายบนรูปวงจรทีลพเส้นที่บัดกรีแล้ว


1.1 เมื่อเปิดสวิตช์แล้วฟิวส์ขาดทันที
   กรณ๊ที่เปิดสวิตช์แล้วฟิวส์ก็ขาดทันที เนื่องมากจากสาเหตุดังนี้คือ
      1.ใช้ฟิวส์ขนาดเล็กเกินไป เพาเวอร์แอมป์ขนาด 100W จำเป็นต้องใช้หม้อแปลงขนาดใหญ่ที่สามารถจ่ายกระแสได้มากขนาด 3-4A นอกจากนั้นยังต้องใช้ตัวเก็บประจุขนาก 22,000uFเป็นตัวกรองแรงดันให้เรียบ เมื่อเปิดสวิตช์ไฟทางด้านไฟสลับ 220V จะมีกระแสแลตช์อัพ(Latch up current) ขนาดใหญ่ไหลเข้าหม้อแปลงในช่วงเวลาสั้นๆที่เปิดสวิตช์นั้น กระแสนี้มีขนาดใหญ่พอที่จะละลายฟิวส์ขนาด 0.5-1 A ด้อย่างสบาย
     
    ความจริงภายในเครื่องที่ต่อเรียบร้อยแล้วแม้จะไม่มีข้อบกพร่องอะไรก็ตาม แต่การใช้ฟิวส์ขนาดเล็กเกินไป จะทำให้เกิดอาการณ์ฟิวส์ขาดบ่อยๆ ตอนเปิดสวิตช์เสมอ การเลือกขนาดของฟิวส์ให้พอเหมาะจึงเป็นเรื่องที่ควรระวัง
   ขนาดของฟิวส์ที่เลือกควรมีขนากระหว่างครึ่งหนึ่งของกระแสที่หม้อแปลงสามารถจ่ายได้ กับขนาดกระแสสูงสุดที่หม้อแปลงจ่ายได้ ยกตัวอย่างวงจรด้านล่าง(รูปที่ 1.1) หม้อแปลงมีความสามารถจ่ายกระแสได้สูงสุด 3.5A ควรเลือกฟิวส์ขนาดระหว่าง  1.75-3.5 A แต่ในรูปเลือกฟิวส์ขนาด 2A เพราะฟิวส์ขนาด 1.75 ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด ขนาดของฟิวส์ไม่ควรเกินขนาดของกระแสที่หม้อแปลงสามารถจ่ายได้
   ในปัจจุบันมีเครื่องเสียงบางชนิดใช้หม้อแปลงชนิดทอรอยดัล(toroidal) เพื่อให้ค่าเรกูเลชันดีสำหรับเครื่องเสียง หม้อแปลงชนิดนี้จะมีกระแสแลตช์อัพมากกว่าหม้อแปลงธรรมดา ควรเลือกฟิวส์ให้โตขึ้นมาอีก 1.5-2เท่าจึงจะไม่เกิดอาการฟิวส์ขาดเมื่อเปิดสวิตช์ไฟ


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 09:08:05 pm
2. ตำแหน่งของปลั๊กไฟ AC
   กรณีที่ต้องการเปิดปิดปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ด้วยสวิตช์ตัวเดียว มักนิยมติดตั้งปลั๊กไฟหลังสวิตช์ เรียกว่า Switched AC outlet ดังตัวอย่างในรูปที่ 1.2 การต้อปลั๊กไฟนี้ควรต่อหลังสวิตช์และก่อนหน้าฟิวส์ดังเช่นวงจรูปที่ 1.3(ก) ไม่ควรต่อปลั๊กไฟหลังฟิวส์ของปรีแอมป์ตามรูปที่ 1.3(ข) ที่เป็นเช่นนี้เพราะปกติเพาเวอร์แอมป์จะกินกระแสมากกว่าปรีแอมป์ ฟิวส์ขนาด 0.5-1A ของปรีแอมป์อาจจะทนไม่ได้ นอกจากนั้นที่เพาเวอร์แอมป์จะต้องมีฟิวส์ป้องกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยฟิวส์ของปรีแอมป์เข้าช่วย ถ้าหากใครต่อผิดไปต่อแบบในรปวงจรที่ 1.3(ข) เข้าแล้ว ทำให้ฟิวส์ขาดทันที แทนที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยการย้ายปลั๊กไฟให้มาอยู่ตามวงจรรูปที่ 1.3(ก) กลับเพิ่มขนาดของฟิวส์เข้าไปใหม่เป็น 2-3A ก็ยิ่งทำให้ผิดพลาดมากขึ้น แม้ฟิวส์จะไม่ขาด แต่ฟิวส์ขนาดใหญ่ที่ใส่เข้าไปแทนตัวเก่านี้จะไม่ทำหน้าที่ในการป้องกันปรีแอมป์ให้เลย


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 09:19:03 pm
3. ติดตั้งเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์ไม่เรียบร้อย
  เมื่อลองเปิดสวิตช์แล้วฟิวส์ก็ขาดทันที นอกจากนั้นไดโอดที่เป็นตัวเรกติไฟเออร์ก็เสื่อมคุณภาพลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็เสียทันทีสเหตุของอาการเช่นนี้มักจะมาจากการติดตั้งเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์กับแผ่นระบายความร้อนไม่ดีเกิดลัดวงจรระหว่างขาของทรานซิสเตอร์กับตัวเเท่นหรือตัวกล่อง
  การติดตั้งเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์กับแผ่นระบายความร้อนที่ถูกต้องแสดงในรูที่ 1.4 ระหว่างตัวทรานซิสเตอร์กับแผงระบายความร้อนจะต้องมีแผ่นฉนวนไมกา และต้องสอดแหวนพลาสติกตรงรูสำหรับขันน๊อต เพื่อไม่ให้ตัวถังของทรานซิสเตอร์ลัดวงจรกับแผ่นระบายความร้อนอย่างเด็ดขาด
  หลังจากติดตั้งทรานซิสเตอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้แน่ใจ ควรใช้มัลติมิเตอร์ตรวจค่าความต้านทานระหว่างขาต่างๆ ของทรานซิสเตอร์กับตัวแท่น พิสัย(Range) ที่ใช้ในการวัดก็ควรใช้พิสัยที่แสดงค่าโอห์มต่ำๆ เช่น x10 Ω หรือ x100 Ω ขาเบสและอิมิเตอร์ของทรานซิสเตอร์ซึ่งจะต้องสอดเข้ามาระหว่างรูต้องพยายามไม่ให้แตะกับตัวเเท่น ควรเช็คให้ละเอียดโดยใช้มิเตอร์เพื่อความแน่ใจ เพราะในระหว่างบัดกรีเศษตะกั่วอาจไหลย้อยลงมาทำให้เกิดการลัดวงจรนี้ได้ บางคนนิยมใช้ปอกสายไฟหรือปอกฉนวนสอดเข้าไปที่ขาเบสและอิมิตเตอร์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแตะกันขึ้นได้ก็นับเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัย


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 09:22:11 pm
ในรูปที่ 1.5 แสดงรูปถ่ายของชิ้นส่วนทั้งหมดที่จำเป็นในการติดตั้งเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์กับแผ่นระบายความร้อน ปัจจุบันซ็อกเกต(Socket) สำหรับใช้กับเพราเวอร์ทรานซิสเตอร์ที่มีตัวถังแบบ TO-3 มีรูปร่างดังในรูปที่ 1.6 เริ่มมีจำหน่ายในท้องตลาด ถ้าใช้ซ็อกเกตชนิดนี้การติดตั้งทรานซิสเตอร์และการบัดกรีจะง่ายขึ้น ไม่มีการผิดพลาด


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 10:07:31 pm
4.การกัดแผ่นวงจรพิมพ์ไม่ดี
เมื่อทำการกัดแผ่นวงจรพิมพ์(แผ่นปรินต์)ของวงจรขยายเสร็จ เราสามารถดูความเรียบร้อยในการกัดด้วยตาเปล่าตรงใหนที่กัดไม่เรียบร้อยมีการลัดวงจรกัน ก็อาจใช้ปลายมีดกรีดให้ขาดจากกันผู้ที่รีบร้อนต่อวงจรลงบนแผ่นวงจรพิมพ์ ทั้งๆ ที่ยังไม่ตรวจดูความเรียบร้อยคงมีน้อย แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ฟิวส์ขาดมักมาจากการลัดวงจรบนแผ่นวงจรพิมพ์ จุดอันตรายที่เกิดปัญหาบ่อยที่สุดและมักจะลับตาได้ก็ตรงขอบของแผ่นวงจรพิมพ์นั่นเอง กระบวนการในการกัดแผ่นวงจรพิมพ์ คือ พยายามอย่าใช้มือจับตอนกลางแผ่นวงจรพิมพ์โดยตรง เหง่อหรือคราบน้ำมันบนนิ้วมือจะทำให้แผ่นวงจรพิมพ์สกปรก เป็นเหตุให้กรกัดไม่ดีเท่าที่ควรโดยเฉพาะตรงจุดที่มีรอยนิ้วมือนั้น บางคนพยายามหลีกเลี่ยงการจับแผ่นวงจรพิมพ์ตอนกลาง แต่ไปจับที่ขอบของแผ่นแทนซึ่งจะทำให้ที่ขอบสกปรก อาจทำให้เกิดการกัดไม่เรียบร้อยขึ้นได้เช่นเดียวกัน
  จากรูป 1.7 จะเห็นว่าขนาดของเส้นทองแดงที่กัดไม่ขาดค่อนข้างใหญ่จนเห็นได้ชัด แต่ในความเป็นจริง การลัดวงจรพิมพ์บริเวณขอบมักจะมีขนาดบางมากจนสังเกตุแทบไม่เห็น การลัดวงจรบนแผ่นวงจรพิมพ์นี้อันตรายมาก เป็นบ่อเกิดของอาการขัดข้องที่รุนแรงเสมอ ดังนั้นหลังจากากรกัดแผ่นวงจรพิมพ์ควรทำการตรวจการลัดวงจรบริเวณขอบ โดยใช้มัลติมิเตอร์เสมอ เมื่อพบว่ามีการลัดวงจรก็ใช้ตะไบถูส่วนที่ลัดวงจรส่วนั้นให้หมดไปโดยไว อย่าปล่อยค้างไว้เพราะจะหลงลืมได้ง่าย


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 10:31:01 pm
5.การลัดวงจร
นอกจากการลัดวงจรระหว่างทรานซิสเตอร์กับแผ่นระบายความร้อนแล้ว การลัดวงจรอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ ดังต่อไปนี้
     1.ขาของตัวต้านทานแตะกัน การติดตั้งตัวต้านทานบนแผ่นวงจรโดยท่วไปมักจะติดแบบนอน บางครั้งเพื่อให้ประหยัดเนื้อที่ก็ติดตั้งแบบตั้ง การติดตั้งแบบนี้ควรระวังอย่าให้ขาของตัวต้านทานที่อย่ใกล้กันแตะกันได้ ถ้าจะให้ปลอดภัยควรเลือกใช้ตัวต้านทานชนิดที่มีสีทาที่ข้างข้างหนึ่ง สีนี้เป็นฉนวนและจะช่วยป้องกันการลัดวงจรเนื่องจากการแตะกันของขาตัวต้านทานได้
     2.แผ่นวงจรพิมพ์ อาจแตะกับแท่นหรือตัวกล่องหรือผงที่เกิดการตะไบปลิวไปเกาะบนแผ่นวงจรพิมพ์ ก็ทำให้เกิดการลัดวงจรได้
     3.ลัดวงจรบนแผ่นวงจรพิมพ์เพราะใช้ตะกั่วบัดกรีมากไป ทำให้จุดบัดกรีที่อยู่ใกล้กันลัดวงจรได้ ดังแสดงในรูปที่ 1.8 จุดอันตรายมักจะอยู่บริเวณขาทรานซิสเตอร์ขนาดเล็ก ที่ตำแหน่งขาจะอยู่ห่างกันเพียง 2-3 มิลลิเมตรเท่านั้น
     4.ทรานซิสเตอร์แบบมีแผ่นระบายความร้อนในตัวเอง ไปเกยกับอุปกรณ์ข้างเคียง
     การลัดวงจรต่างๆ เหล่านี้ควรระมัดระวังให้ดี ควรตรวจทานดูความเรียบร้อยก่อนที่จะเปิดสวิตช์เสมอ


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 10:35:47 pm
1.2 เมื่อเปิดสวิตช์ ทรานซิสเตอร์ก็ไหม้ทันที
     กรณีที่เปิดสวิตช์แล้ว ทรานซสเตอร์ไหม้ทันที เนื่องมาจากสาเหตุดังนี้ คือ
     1.ต่อทรานซิสเตอร์ผิดขั้ว
เมื่อเปิดสวิตช์ไฟก็ได้ยินเสียงดัง ''เพี๊ยะ'' ตรงที่ตัวทรานซิสเตอร์และตัวทรานซิสเตอร์แตกเป็นสองเสี่ยง บางครั้งก็พองบวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ในเวลานั้นควรสงสัยว่าได้ต่อวงจรที่ขาของทรานซิสเตอร์ผิดไว้ก่อน
     ตำแหน่งของขาเบส อิมิตเตอร์ คอลเลกเตอร์ ของทรานซิสเตอร์แต่ละชนิดไม่ตรงกัน ดังตัวอย่างในรูปที่ 1.9 นอกจากนั้นตำแหน่งของขาเดรน ซอร์ส และเกต ของ FET ก็จะผิดกันตามชนิดด้วย


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 10:52:04 pm
ในรูปที่ 1.10 แสดงตัวอย่างตำแหน่งของขาของFET ชนิดต่างๆ FET บางเบอร์จะมีตำแหน่งของขาตรงกันข้ามกับ FET ทั่วๆ ไป ยกตัวอย่าง MOSFET เบอร์ 2SK134 ของบริษัทฮิตาชิ จะมีตำแหน่งของขาเดรนและซอร์สกลับกับ FET ทั่วๆไป
    


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 11:08:37 pm
     ข้อควรระวังอีกข้อหนึ่งคือทิศทางการใหลของไดโอด ตามปกติด้านที่มีการทำเครื่องหมาย เช่น ขีดหรือจุดที่ตัวไดโอดจะเป็น ขั้วคาโทด (ด้านไฟลบ) และขั้วที่อยู่ตรงข้ามจะเป็นขั้วแอโนด (ด้านไฟบวก) ยกเว้นไดโอดที่มีตัวอักษร R กำกับไว้ที่เบอร์ จะมีทิศทางของขั้วตรงกันข้ามกับไดโอดทั่วๆ ไป แต่ไดโอดชนิดนี้มักไม่เป็นที่นิยมใช้ในเครื่องเสียงเท่าใดนัก   
      รูปที่ 1.11 แสดงทิศทางของไดโอดรูปร่างต่างๆ ในกรณีที่มีเครื่องหมายที่ตัวไดโอดลบเลือนไป ควรตรวจสอบตำแหน่งของขาขั้วไดโอดด้วยมัลติมิเตอร์ปรับมัลติมิเตอร์ไปที่ตำแหน่งวัดค่าความต้านทาน ใช้พิสัย x100 Ω หรือ x 1kΩ ใช้สายทั้งสองของมัลติมิเตอร์แตะที่ปลายของไดโอดทั้งสอง แล้วลองกลับสายแตะให่ดู ถ้าเป็นไดโอดที่ดี เข็มของมัลติมิเตอร์จะกระดิกแสดงค่าโอห์มต่ำเพียงครั้งเดียวส่วนอีกครั้งหนึ่งเข็มจะไม่กระดิก จะชค้ค่าความต้านทานเป็นอนันต์ ถ้ามัลติมิเตอร์ที่ใช้วัดเป็นของญี่ปุ่น เช่น ยี่ห้อ Sanwa ตอนที่วัดแล้วเข็มกระดิกนั้น ขั้วที่ต่อกับสายด้านบวกของมัลติมิเตอร์ จะเป็นขั้วคาโทด (ด้านไฟลบ) และขั้วที่ต่อกับสายด้านลบจะเป็นขั้วแอโนด ถ้าเป็นมิเตอร์ที่ทำจากประเทศยุโรปหรืออเมริกา ขั้วจะตรงข้ามกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะทิศทางการไหลของกระแสมิเตอร์ญี่ปุ่นจะถูกสร้างให้เหมือนกัน ไม่ว่าจะใช้มิเตอร์วัดแรงดันไฟ (เช่น จากถ่านไฟฉาย) หรือวัดค่าความต้านทาน ดังแสดงในรูปที่ 1.12 และรูปที่ 1.13 แสดงการหาขั้วของไดโอด


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 01, 2012, 08:16:27 pm
2.ทรานซิสเตอร์ทนแรงดันไม่ได้
   ไม่ว่าจะเป็นทรานซิสเตอร์ FET  ไดโอด หรือตัวเก็บประจุ จะมีขีดความสามารถในการทนแรงดันได้จำกัด ไม่ควรใช้กับแรงดันไฟที่มีค่าเกินพิกัดแรงดันไฟสูงสุดที่ทนได้เพราะจะทำให้ทรานซิสเตอร์เสียหายได้โดยง่าย ในการออกแบบวงจร การเลือกเบอร์ทรานซิสเตอร์ต้องพิจารณาค่าพิกัดแรงดันสูงสุดของทรานซิสเตอร์เปนสำคัญ จากวงจรในรูป 1.14 ถ้าเลือกทรานซิสเตอร์ชนิดที่ทนแรงดันสูงสุดได้ 30V จะไม่ถูกต้อง เพราะถึงแม้ว่าในสภาพใช้งานปกติแรงดันไฟที่คร่อมระหว่างขอคอลเกเตอร์และอิมิเตอร์จะเท่ากับ 30V ก็ตาม แต่มีข้อแม้ว่ากระแสคอลเลกเตอร์ Ic จะต้องไหล 1mA อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เกิดแรงดันตกคร่อมบนตัวต้านทาน 20V ถ้า Ic เกิดไม่ไหล หรือไหลน้อยกว่า 1mA แรงดันที่คร่อมตัวทรานซิสเตอร์จะมากกว่า 30V ในช่วงนั้น ทรานซิสเตอร์จะพังทลายทันที การออกแบบที่ถูกต้อง ในกรณีนี้ควรเลือกทรานซิสเตอร์ที่สามารถทนแรงดันสูงสุด( VCE MAX ) มากกว่า 50V


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 01, 2012, 08:44:30 pm
1.3 ตัวต้านทานไหม้และมีควันขึ้น
กรณีที่ตัวต้านทานไหม้แมควันขึ้นมา เนื่องมาจากสาเหตุดังนี้คือ
1.วงจรขยายเกิดการออสซิเลต
เมื่อต่อเครื่องขยายเสร็จเรียบร้อยลองเปิดสวิตช์ดู ฟิวส์ก็ไม่ขาด ทรานซิสเตอร์ก็ไม่ร้อน ขณะที่กำลังจะเริ่มต้นปรับค่าต่างๆของเครื่องก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ จากใต้แท่นเครื่อง หรืบนแผ่นวงจรพิมพ์ บางครั้งก็อาจเกิดควันสีขาวลอยขึ้นมา สาเหตุของอาการเหล่านี้มักจะเกิดจากวงจรขยายเกิดการออสซิลเลต และกลิ่นเหม็นไหม้หรือควันจะมาจากตัวต้านทาน 10 Ω  ที่ต่อเอาต์พุตของวงจรขยายตามตัวอย่างในรูปที่ 1.15 เสมอ
     ตัวต้านทาน 10 Ω นี้ เป็นตัวต้านทานที่ใช้สำหรับชดเชยเฟสของวงจรขยายเพื่อให้วงจรขยายมีผลตอบสนองเชิงความถี่ดีขึ้น การที่ตัวต้านทานตัวนี้ร้อนจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกให้รู้ว่า วงจรขยายกำลังออสซิลเลสอยู่
   ตามปกติในการออกแบบมักจะกำหนดให้ตัวต้านทาน 10 Ω นี้มีขนาดใหญ่ขนาด 2-3W แต่ผู้ต่อเครื่องขยายมักจงใจใช้ตัวต้านทานขนาดเล็ก 1/8 - 1/4 W ต่อเข้าไปแทนก่อน ที่ทำเช่นนี้เพราะว่าถ้าวงจรขยายเกิดออสซิลเลตขึ้นตัวต้านทานตัวนี้มักจะร้อนมากและจะส่งกลิ่นเหม็นเป็นการเป็นการเตือนให้ผู้ต่อรู้ตัว จะได้รีบปิดสวิตช์ไฟได้ทัน มิฉะนั้นถ้าปล่อยให้เกิดการออสซิลเลตแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยผ้ต่อไม่รู้ตัว อาจจะต้องสูยเสียทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ที่ราคาแพงกว่ามากก็ได้
     สำหรับสาเหตุของการออสซิลเลเตอร์ของวงจรขยายกับวิธีแก้ไขจะกล่าวรายละเอียดอีกครั้งในบทที่ 2 เมื่อเสร็จการทดลองว่าวงจรขยายไม่เกิดการออสซิลเลตเรียบร้อยแล้วก็ควรเปลี่ยนตัวต้านทาน 10 Ω ให้มีขนาดเท่ากับตัวที่กำหนดไว้ ถ้าเป็นเครื่องขยายขนาดเล็กตัวต้านทานตัวนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่ใช้เพียง 1/4 - 1/2 W เท่านั้น แต่ถ้าเป็นเครื่องขยายท่มีกำลังเอาต์พุตสุง และใช้เปิดขยายให้เสียงดังๆ อยู่ตลอดเวลาแล้วตัวต้านทานตัวนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้น บางครั้งเมื่อเราต้องการวัดกำลังวเอาต์พุตสูงสุดของเครื่องขยาย อาจต้องมีการป้อนสัญญาณความถี่สูงที่ขั้วเข้าของเครื่องขยายก็จะทำให้ตัวต้านทานตัวนี้ร้อนขึ้นได้ ดังนั้นควรใช้ตัวต้านทานที่มีขนาดตามที่กำหนดไว้


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 01, 2012, 09:10:36 pm
ขนาดของตัวต้านทานเล็กเกินไป
ตัวต้านทาน 10 Ω ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น จะไม่ร้อนถ้าวงจรขยายไม่ออสซิลเลต ตามปกติตัวต้านทานตัวอื่นที่ใช้ในการไบแอสไฟตรงเข้ามาก็มักไม่ร้อนด้วย แต่ถ้าเกิดร้อนขึ้นมาสาเหตุมักจะมาจากการเลือกใช้ขนาดตัวต้านทานที่เล็กเกินไป
     วิธีเลือกขนาดของตัวต้านทาน
     ถ้าให้กระแสที่ไหลผ่านตัวต้านทานมีค่า I (A) และตัวต้านมีค่า R (Ω) พลังงาน P= I2R (W) 0td] จะกลายเป็นความร้อนทำให้ตัวต้านทานร้อนขึ้น
     ยกตัวอย่างเช่น ให้กระแส 50mA ไหลผ่านตัวต้านทาน 100 Ω จะทำให้ตัวต้านทานร้อนด้วยความร้อนเท่ากับ P= 0.052 x 100 = 0.25 W กรณีเช่นนี้ควรเลือกใช้ตัวต้านทานที่มีขนาดใหญ่กว่า 1/4 W มิฉะนั้นตัวต้านทานจะร้อนมากจนทนไม่ได้ จะทำให้ไหม้เกรียมหรือเสื่อมคุณภาพได้ ควรเลือกใช้ตัวต้านทานขนาด1/2 W หรือ 1 W จึงจะปลอดภัย
    วิธีการววัดกระแสที่ไหลผ่านตัวต้านทานอาจวัดได้โดยใช้แอมป์มิเตอร์ต่ออนุกรมเข้าไประหว่างวงจร แต่การวัดเช่นนี้ไม่สะดวกเพราะเพราะต้องตัดวงจรให้ขาดจากกัน วิธีวัดในทางปฏิบัติแสดงในรูปที่ 1.17 คือให้ใช้โวล์มิเตอร์วัดแรงดันตกคร่อมตัวต้านทานแทน จากนั้นนำค่าแรงดันที่อ่านได้มาคำนวนหากระแสที่ไหลผ่านตัวต้านทานอีกทีหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น วัดแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน 100 Ω ได้ 5V กระแสจะเท่ากับ I = V/R = 5/100 = 0.05 A หรือ 50mA
   
    ข้อควรระวังคือ ต้องวัดแรงดันระหว่างปลายของตัวต้านทาน อย่าวัดแรงดันระหว่างขั้วของตัวต้านทานกับกราวด์ เพราะตัวต้านทานบางตัวไม่ได้ต่อลงกราวด์เสมอไป ด้วยวิธีการวัดแรงดันระหว่างขั้วของตัวต้านทานนี้ทำให้เรารู้ค่ากระแสและสามารถเช็คได้ว่า กระแสไหลมากเกินไปหรือไม่ ทำให้สะดวกในการตรวจเช็คมาก
    สูตรคำนวนหากำลังไฟ มีดังนี้

            P = I2R = VI = V2/R


เมื่อเรารู้ค่าแรงดันไฟกับค่าความต้านทานก็สมารถคำนวนหาค่ากำลังไฟได้เช่นเดียวกัน ตัวต้านทานควรเลือกขนาดให้ใหญ่กว่าค่ากำลังไฟที่คำนวณได้ อย่างน้อย 2-3 เท่า


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 01, 2012, 09:31:23 pm
1.4แผงระบายความร้อน ร้อนผิดปกติ
กรณีที่แผงระบายความร้อน เกิดผิดปกติ เนื่องมากสาเหตุต่อไปนี้ คือ
 1. วงจรขยายเกิดการออสซิลเลต
     ถ้าวงจรขยายเกิดการออสซิลเลตนอกจากจำทำให้ตัวต้านทานร้อนจัดแล้วยังจะทำให้แผงระบายความร้อนของทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ร้อนผิดปกติอีกด้วย เมื่อเกิดการออสซิลเลตขึ้น เราจะไม่สามารถปรับแรงดันไบแอสและกระแสไอเดิล (Idle current) ได้เลย ถ้าปล่อยให้การออสซิลเลตดำเนินไปนานจะทำให้เกิดความร้อนที่แผงระบายความร้อนมากและทำให้เกิดการแล่นหนีทางความร้อน (Thermal runway) ซึ่งเป็นผลให้ทรานซิสเตอร์เสียหายได้ วิธีการตรวจเช็คว่าเกิดการออสซิลเลตหรือไม่นั้นก็ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่แล้ว

2. ปรับกระแสไอเดิลไม่ถูกต้อง
กระแสไอเดิล คือ กระแสที่ไหลที่คอลเลกเตอร์ของทรานซิสเตอร์ภาคขยายภาคสุดท้ายในขณะที่ไม่มีสัญญาณเข้าขนาดขแงกระแสไอเดิลจะขึ้นอยู่กับการไบแอสที่ภาคขับ ถ้าการไบแอสไม่ถูกต้องจะทำให้กระแสไอเดิลนี้ไหลมากเกินไป เป็นเหตุให้ทรานซิสเตอร์และแผงระบายความร้อนร้อนขึ้นได้ การปรับการไบแอสที่ภาคขับมักจะปรับด้วยตัวต้านทานแปรค่าได้ เช่น พ็อตหรือโวลลุ่ม การตั้งค่าตัวต้านทานตัวนี้ในครั้งแรกอาจผิดพลาดได้
   ลองพิจารณาการตั้งค่าตัวต้านทานแปรค่าได้ สำหรับการไบแอสในกรณีต่างๆดังนี้

ก. กรณีที่ใช้ทรานซิสเตอร์เป็นตัวตัวขยายภาคสุดท้าย รปที่ 1.18 เป็นวงจรขยายที่ใช้ทรานซิสเตอร์เป็นตัวขยายภาคสุดท้าย วงจรในรูป(ก) เป็นวงจรที่ใช้ไดโอดในการไบแอสที่ภาคขับ และวงจรในรูป(ข) เป็นวงจรที่ใช้วงจรคงค่าแรงดันในกรไบแอส ทั้งสองกรณีจะต้องมีการชดเชยอุณหภูมิอย่างถูกต้อง เช่น การติดตั้งไดโอดหรือทรานซิสเตอร์ให้ใกล้กับตัวทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ หรือแผงระบายความร้อน เป็นต้น (การเชื่อมโยงความร้อนนี้จะกล่าวอีกครั้งโดยละเอียด)


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 01, 2012, 09:55:47 pm
    กรณีที่ใช้ไดโอดในการไบแอสนั้น ค่าแรงดันไบแอสตามของตัวไดโอดจะมีค่าไม่แน่นอนตามชนิดและรุ่นการผลิตของไดโอด ตารางที่ 1.1 แสดงค่าแรงดันไบแอสตรงของไดโอดชนิดต่างๆ จะเห็นว่าแม้จะเป็นไดโอดชนิดเดียวกันค่าแรงดันไบแอสตรงอาจจะไม่เท่ากันทุกตัว ดังนั้นในการไบแอสที่ภาคขับจึงต้องใช้พ็อตอนุกรมเข้ากับตัวไดโอดเพื่อปรับแรงดันไบแอสให้ได้ตามที่ต้องการ
     ถ้ากระแสไหลที่พ็อตเป็น I (mA) และตัวต้านทานมีค่า R (Ω) แรงดันที่ตกคร่อมจะเท่ากับ I x R = VR(V) แรงดันนี้จะบวกเข้ากับแรงดันไบแอสตรงของไดโอดทั้งสองเพื่อเป็นแรงดันไบแอส ถ้าค่าแรงดันไบแอสนี้มากจะทำให้กระแสไอเดิลที่ไหลในภาคสุดท้ายไหลมาก และถ้าค่าแรงดันน้อยก็จะทำให้กระแสไอเดิลไหลน้อย
    ดังนั้นการตั้งค่าของพ็อตตัวนี้ ในครั้งแรกที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดควรตั้งที่ 0 Ω  เพื่อให้เเรงดันไบแอสมีค่าน้อย กระแสไอเดลจะได้ไหลน้อยด้วย ถ้าตั้งค่าที่ตำแหน่งสูงสุดหรือต่อทิศทางของไดโอดกลับทางของไดโอดหรือเส้นวงจรขาดระหว่างนั้น จะเป็นเหตุให้เกิดกระแสไหลที่ทรานซิสเตอร์ภาคสุดท้ายอย่างมากมาย
     กรณีที่ใช้วงจรคงค่าแรงดันในการไบแอสนั้น แรงดันไบแอสสามารถคำนวนได้เท่ากับ( 1 + R2 ) /R2  x 0.6(v) เมื่อเราปรับ R2 ก็สามารถปรับค่าแรงดันไบแอสได้เล็กน้อย จากในรูปที่ 1.18  ถ้าให้ R2 เป็นพ็อตขนาด 500 Ω สมมติเวลาใช้งานจริงจะต้องปรับไว้ที่จุดกึ่งกลางคือให้มีค่า 250 Ω ก็จะทำให้แรงดันไบแอสมีค่าเท่า
                             ( R1 + 250 ) /250  x0.6 (V) สมมติว่าต้องการแรงดันไบแอส 2.4V ก็สามารถคำนวนได้ค่า R1 = 750 Ω จากสูตรการคำนวณค่าแรงดันไบแอสจะเห็นว่า ถ้า R2 มีขนาดเล็กกว่า R1 มากๆ จะทำให้ค่าแรงดันไบแอสมีค่ามาก ซึ่งจะทำให้กระแสไอเดิลไหลมากด้วย ดังนั้นการตังค่า R2 ตอนเริ่มแรก ควรตั้งไว้ที่ค่าสูงสุดจึงจะปลอดภัยเพราะจะได้แรงดันไบแอสที่ต่ำ ซึ่งทำให้กระแสไอเดิลไหลน้อยสุด ก่อนที่จะเริ่มเปิดสวิตช์ทดสอบเครื่องขยาย


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 01, 2012, 10:19:06 pm
ข. กรณีที่ใช้ V-FET เป็นตัวขยายภาคสุดท้าย การไบแอสทรานซิสเตอร์จะไบแอสให้แรงดันที่เบสสุงกว่าอิมิเตอร์ แต่กรณีของ V-FET (vertical FET) นั้นจะไบแอสให้แรงดันที่ขาเกตต่ำกว่าที่ขาซอร์สดังแสดงในรูปที่ 1.19 ถ้าการไบแอสผิดพลาดจะเป็นต้นเหตุให้ V-FET เสียหายได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้มากตอนต่อสายไฟ อย่าให้เกิดการกลับขั้วได้ วงจรไบแอสที่นินมใช้กันมี 2 ชนิดคือ แบบใช้ซีเนอร์ไดโอด และแบบใช้วงจรคงค่าแรงดัน ดังแสดงในรูปที่ 1.20
     V-FET ที่ผลิตออกมาขายไนปัจจุบันเช่น 2SK60 ,2SJ18 ของ SONY หรือ 2SK70 ,2SJ20 ของ NEC นั้น แรงดันไบแอสจะมีค่าประมาณ 8-10 V การไบแอสโดยใช้ซีเนอร์ไดโอดแบบในรูปที่ 1.20 (ก) นั้น จะเลือกใช้ซีเนอร์ไดโอดขนาด 6V ต่อกับตัวต้านทาน R แรงดันไบแอสจะเป็นผลรวมของแรงดันซีเนอร์กับแรงดันที่ตกคร่อมตัวต้านทาน
     ตามปกติถ้าแรงดันที่ไบแอส V-FET มากก็จะทำให้กระแสเดรนไหลน้อย (เรียกว่าไบแอสลึก) ดังนั้นการตั้งค่าตัวต้านทานเริ่มแรกควรตั้งค่าให้ได้ค่าแรงดันไบแอสสูงๆ จึงจะปลอดภัย ตัวอย่างในรูป 1.20(ก) ถ้าให้กระแสใหลผ่าน R เท่ากับ 6 mA คำนวนค่า R ได้เท่ากับ R = 18V / 6mA = 3kΩ ถ้าเราเลือกใช้พ็อตขนาด 10kΩ และได้ตั้งค่าไว้สูงสุดตอนเริ่มต้นจะเหมาะสมที่สุด ถ้าเกิดตั้งค่าของพ็อตไว้ที่ตำแหน่งต่ำสุดจะทำให้แรงดันไบแอสเท่ากับแรงดันซีเนอร์ซึ่งมีค่าน้อย ทำให้กระแสเดรนไหลมากผิดปกติ (ไบแอสตื้น) แผงระบายความร้อนจะร้อนจัดภายในไม่กี่วินาที ดังนั้นจึงควรระวังในเรื่องการตั้งค่าเริ่มแรกของพ็อตตัวนี้
     


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 01, 2012, 10:34:03 pm
สำหรับการไบแอสโดยใช้วงจรคงค่าแรงดันดังในรูปที่ 1.20 (ข)นั้น แรงดันไบแอสสามารถคำนวนได้เท่ากับ ( R1 + R2 ) /R2 x 0.6(v)  ถ้าลองตั้งค่า R2 = 0 ในตอนเริ่มแรกเหมือนดังในรูปที่ 1.21 จะทำให้ทรานซิสเตอร์คัตออฟ(ไม่ทำงาน) กระแสไม่ไหลผ่านทรานซิสเตอร์ จะไหลผ่าน R1 หมด ถ้าให้กระแสที่จ่ายเข้ามาเท่ากับ 6mA และเลือก R1 = 5kΩ ก็จะได้แรงดันไบแอส 30V หรือแรงดันที่คร่อม V-FET ทั้งสองตัวเป็น +/-15V ซึ่งเป็นการไบแอสลึก กระแสเดรนจะไหลน้อยมาก หลังจากนั้นในขั้นตอนการปรับจะค่อยๆ เพิ่มค่า R2ให้มากขึ้น ทรานซิสเตอร์จะนำกระแสทำให้กระแสที่ไหลทาง R1 ลดลง แรงดันไบแอสก็จะลดลงทำให้กระแสเดรนไหลเพิ่มขึ้นได้ ถ้าการปรับทำตามขึ้นตอนที่กล่าวมานี้จะปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด ถ้าตั้งค่า R2 ไว้สูงสุดในตอนเริ่มแรกจะเป็นเหตุให้เกิดกระแสไหลมากไปแม้จะตั้งค่า R2ให้ต่ำสุดในตอนแรกแล้วก็ตาม บางครั้งกระแสเดรนของ V-FET อาจไหลมากก็มี กรณีนี้เป็นเพราะกระแส Ic ที่ใช้ในการไบแอสอาจน้อยไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดในการออกแบบ การพยายามเลือกค่า R1 ให้ใหญ่เข้าไว้จะช่วยได้มาก เพราะจะทำให้แรงดันไบแอสสูงได้แม้กระแสจะน้อยก็ตาม


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 10, 2012, 10:24:52 am
ค. กรณีใช้ Mosfet เป็นตัวขยายภาค Mosfet ที่ใช้เป็นตัวขยายกำลังมีชื่อเรียกว่า Power Mosfet เบอร์ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันได้แก่ 2SK 132-135 และ 2SJ 47-50 การไบแอส Mosfet จะเหมือนกับการไบแอสทรานซิสเตอร์คือแรงดันที่ขาเกตจะสูงกว่าที่ขาซอร์ส ถ้าแรงดันระหว่างเกตกับซอร์สนี้น้อยกว่า 0.6V จะทำให้กระแสเดรนไหลน้อยมาก
   การไบแอส Mosfet ง่ายกว่าการไบแอสทรานซิสเตอร์ตรงที่ไม่จำเป็นต้องมีการชดเชยอุณหภูมิ รูปที่ 1.22 แสดงวงจรไบแอส Mosfet จะเห็นว่าใช้ตัวต้านทานแปรค่าได้เพียงตัวเดียวก็เพียงพอแล้ว การตั้งค่าตัวต้านทานตัวนี้ ดอนแรกเริ่มควรปรับไว้ที่ตำแหน่งความต้านทานน้อยที่สุดเพื่อให้กระแสเดรนไหลน้อยก่อนเมื่อถึงเวลาจะปรับค่ากระแสไอเดิลก็ให้ค่อยๆ เพิ่มค่าความต้านทานขึ้นมา ถ้าตั้งตัวต้านทานมากสุดในตอนเริ่มแรก หรือการเปิดวงจรจะมีผลทำให้ Mosfet มีกระแสไหลมากเกินไป ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียต่อตัว Mosfet ได้


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 10, 2012, 01:29:48 pm
3. การชดเชยอุณหภูมิไม่ถูกต้อง ทรานซิสเตอร์ทุกชนิดจะมีค่าพิกัดสูงสุดกำหนดไว้ ถ้าหากใช้ทรานซิสเตอร์ภายในขอบเขตของพิกัดสูงสุดแล้ว โดยปกติจะไม่ปัญหาอะไร แต่ในบางครั้งแม้จะใช้ภายในขอบเขตค่าพิกัดสูงสุดแล้วก็ตามกลับปรากฏว่าทรานซิสเตอร์ร้อนอย่างผิดปกติและเสียหายในที่สุด สาเหตุมักจะมาจากการชดเชยอุณหภูมิไม่ถูกต้องบ้าง หรือเลือกขนาดของตัวต้านทานอิมิตเตอร์เล็กไป อย่างใดอย่างหนึ่ง
   สัมประสิทธิ์อุณหภูมิของ V-FET และ MOSFET จะเป็นค่าลบหมายความว่า ถ้าอุณหภูมิที่ตัว V-FET หรือ MOSFET ร้อนขึ้น กระแสเดรนจะลดลง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการชดเชยอุณหภูมิในวงจรไบแอส เพียงแต่รักษาระดับแรงดันให้คงที่ก็เพียงพอแล้ว สำหรับกรณีของทรานซิสเตอร์ ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิเป็นบวก แม้แรงดันไบแอสจะคงที่แต่ถ้าอุณหภูมิที่ตัวทรานซิสเตอร์สูงขึ้น กระแสคอลเลกเตอร์จะไหลมากขึ้น กระแสยิ่งไหลมากอุณหภูมิก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก หมุนเนื่องกันไปแบบนี้ จนเกิดการแล่นหนีทางความร้อน ทำให้ทรานซิสเตอร์เสียในที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแล่นหนีทางความร้อน จึงจำเป็นต้องมีการชดเชยอุณหภูมิในวงจรไบแอส วิธีการชดเชยอุณหภูมิแบบต่างๆมีดังนี้
   ก.การชดเชยอุณหภูมิด้วยไดโอด วงจรชดเชยอุณหภูมิโดยใช้ไดโอดนั้นแสดงในรูปที่ 1.18(ก) (http://www.un-sound.com/board/index.php?action=dlattach;topic=15720.0;attach=51870;image) คุณสมบัติอย่างหนึ่งของไดโอดคือ HV23F ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิของแรงดันไบแอสตามจะมีค่า -2.0mV/องศา(C) ซึ่งแสดงว่าเมื่ออุณหภูมิที่ตัวไดโอดสูงขึ้น 1 องศา(C) จะทำให้แรงดันไบแอสตามลดลง 2.0mV
   ถ้าเรานำไดโอดชดเชยอุณหภูมิมาติดใกล้ๆ ตัวทรานซิสเตอร์ที่ทำหน้าที่ขยายภาคสุดท้ายโดยให้ความร้อนที่ตัวทรานซิสเตอร์สามารถถ่ายให้ตัวไดโอดได้ตลอดเวลา ก็จะทำให้วงจรไบแอสมีการชดเชยอุณหภูมิ คือถ้าอุณหภูมิที่ตัวทรานซิสเตอร์สูงขึ้น กระแสจะเพิ่มากขึ้น แต่แรงดันไบแอสคร่อมไดโอดจะลดลงทำให้แรงดันไบแอสของทรานซิสเตอร์ลดลง ซึ่งเป็นผลให้กระแสของทรานซิสเตอร์ลดลงด้วย ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิที่ตัวทรานซิสเตอร์สูงขึ้น กระแสจะไม่เพิ่มตามไปได้
   ข.การชดเชยอุณหภูมิด้วยทรานซิสเตอร์ วงจรชดเชยอุณหภูมิโดยใช้ทรานซิสเตอร์ แสดงในรูปที่ 1.18(ข) (http://www.un-sound.com/board/index.php?action=dlattach;topic=15720.0;attach=51870;image) วงจรนี้เป็นวงจรค่าแรงดัน ถ้าใช้ทรานซิสเตอร์ Q1 วางอยู่ใกล้ๆ ทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายเพื่อรับความร้อนจะทำให้วงจรไบแอสนี้ชดเชยอุณหภูมิได้อย่างถูกต้อง

 
   คุณสมบัติอย่างหนึ่งของทรานซิสเตอร์คือ เมื่อทรานซิสเตร์ร้อนขึ้นกระแสคอลเลกเตอร์จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อ Q1ได้รับความร้อนจากทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ l2 จะไหลมากขึ้น ทำให้ l1 ลดลง (l1 + l2 มีค่าคงที่ ) l1 ไหลผ่าน R1 และ R2 จึงทำให้แรงดันคร่อม R1  และ R2 ซึ่งเป็นแรงดันไบแอสลดลงด้วย การลดลงของแรงดันไบแอสนี้จะบังคับไม่ให้กระแสในทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ร้อนเพิ่มขนาดขึ้นได้


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 10, 2012, 01:58:52 pm
   การติดตั้งไดโอดหรือทรานซิสเตอร์ที่ชดเชยอุณหภูมิให้อยู่ใกล้กับทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายนั้น มีวิธีติดตั้งดังแสดงในรูปที่ 1.23 และรูปที่ 1.24 อาจจะติดที่ตัวทรานซิสเตอร์ หรืออาจจะติดบนแผงระบายความร้อนของทรานซิสเตอร์ก็ได้ ตามปกติการติดมักนิยมใช้กาวซิลโคนต่อเชื่อมระหว่างตัวไดโอดหรือทรานซิสเตอร์กับตำแหน่งที่จะติด กาวซิลโคนนี้เป็นฉนวนไฟฟ้าจึงไม่ต้องห่วงเรื่องการลัดวงจร กาวซิลิโคนเป็นตัวนำความร้อนที่ดี จึงสามารถส่งถ่ายความร้อนจากทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่มาสู่ไดโอดหรือทรานซิสเตอร์ชดเชยอุณหภูมิได้
   เทคนิคการชดเชยอุณหภูมินี้เป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งในการต่อเครื่องขยาย โดยเฉพาะเครื่องขยายคลาส A ไม่ควรลืมการชดเชยอุณหภูมินี้ มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากและจะสูญเสียทรานซิสเตอร์ราคาแพงในภายหลังได้


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 11, 2012, 09:24:00 am
4.ความสำคัญของตัวต้านทานอิมิตเตอร์ จะกล่าวถึงความสำคัญของตัวต้านทานที่ขาอิมิตเตอร์ของทรานซิสเตอร์ เป็นเทคนิคในการใช้ทรานซิสเตอร์ให้ถูกต้องอย่างนึง ต้องไม่ลืมต่อตัวต้านทานที่ขาอิมิตเตอร์นี้
   รูปที่ 1.25(ก) เป็นวงจรขยายทรานซิสเตอร์แบบธรรมดาที่สุดแบบหนึ่งมองคร่าวๆจะเห็นว่า ตัวต้าน Rb1 และ Rb2 จะแบ่งแรงดันและจ่ายกระแสให้ทรานซิสเตอร์เป็นการไบแอส กระแสและแรงดันที่คอลเลกเตอร์ก็น่าจะคงที่อยู่ตลอดเวลา ให้ขาอิมิตเตอร์ของทรานซิสเตอร์ต่อลงกราวด์โดยตรง ในกรณีนี้แม้การไบแอสจะถูกต้อง แตะกระแสและแรงดันที่คอลเลกเตอร์ของทรานซิสเตอร์จะไม่คงที่แน่นอนเสมอไป
   ที่เป็นเช่นนี้เพราะแรงดันVBE และกระแส Ic ของทรานซิสเตอร์ทุกชนิดจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิเสมอ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น จุดทำงานของทรานซิสเตอร์จะเปลี่ยนไปด้วย ถ้าเราต่อตัวต้านทาน RE ระหว่างขาอิมิตเตอร์กับกราวด์จะช่วยให้การไบแอสมีสเถียรภาพ จุดทำงานของทรานซิสเตอร์จะไม่เปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ
   ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น Ic จะพยายามเพิ่มมากขึ้น ทำให้แรงดันที่ตกคร่อมที่ RE หรือแรงดันที่ขาอิมิตเตอร์สูงขึ้นด้วย การเพิ่มของแรงดันนี้จะทำให้ VBE มีค่าลดลงซึ่งจะบังคับให้กระแส IC ลดลงด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ Ic ก็ไม่สามารถเพิ่มตามใจชอบได้
   ลองมาดูวงจรขยายกำลังแบบ SEPP ภาคสุดท้ายในรูปที่ 1.25(ข) วงจรนี้จะมีตัวต้านทานอิมิตเตอร์ขนาด 0.47 Ω ต่อไว้ ตัวต้านทานตัวนี้มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน
   สมมติให้ทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายที่ใช้ในวงจรเป็นทรานซิสเตอร์เบอร์ 2SA679 ทรานซิสเตอร์ตัวนี้มีค่าพิกัดสูงสุดคือ VCEO = 120V, Ic = 12A, Pc = 100W กราฟลักษณะสมบัติ VBE-Ic แสดงในรูป 1.26 ที่กราฟนี้จะเห็นว่าเมื่ออุณหภูมิ Ta = 25องศา(C), VBE = -0.6V กระแสคอลเลกเตอร์จะไหล นั่นคือ Ic = 50mA ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น Ta = 75องศา (C) แล้วที่ VBE = -0.6V เท่าเดิม กระแส Ic จะมีขนาดใหญ่มาก(เลยออกนอกกราฟ) จะเป็นกี่แอมป์ไม่สามารถทำนายได้ถ้าไม่ต่อตัวต้านทาน 0.47 Ω ที่ขาอิมิตเตอร์ไว้ กระแสขนาดใหญ่นี้จะทำลายตัวทรานซิสเตอร์นี้แน่นอน
   ตัวต้านทานอิมิตเตอร์ตัวนี้จะช่วยลดกระแส Ic ที่พยายามเพิ่มเพราะอุณหภูมิ หรืออุบัติเหตุอย่างอื่น คือ ถ้า Ic เกิดไหลมากขึ้น แรงดันที่ตกคร่อม RE จะมากขึ้นทำให้ VBE ลดลง ซึ่งเป็นการบังคับให้ Ic ไม่สามารถรั่วไหลเพิ่มขึ้นได้โดยง่าย
   ตัวต้านอิมิตเตอร์นี้ ถึงแม้จะยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งทำให้การไบแอสไฟตรงของทรานซิสเตอร์มีสเถียรภาพมากขึ้นก็จริง แต่จะให้มีขนาดใหญ่มากไม่ได้เพราะจะทำให้สํญญาณไฟสลับขาออกลดลงไปด้วย ตามปกติไม่นิยมใช้ค่าใหญ่ขนาด 10 Ω หรือ 20 Ω จะใช้เพียง 0.47 Ω ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ถ้าใช้ทรานซิสเตอร์เป็นตัวขยายภาคสุดท้ายในวงจรขยายกำลังควรต่อตัวต้านทานตัวนี้ไว้ด้วย เพราะคุณประโยชน์ของมันมีมากกว่าที่จะคาดถึง


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 11, 2012, 09:51:56 am
1.5 ความไม่ระมัดระวังในการปรับเครื่อง
   ความไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบในการปรับเครื่อง ควรพิจารณาจากสาเหตุต่อไปนี้
1. การตั้งค่าเริ่มแรกของตัวต้านทานแปรค่าได้ ก่อนจะเปิดสวิตช์ของเครื่อง ควรตรวจเช็คตำแหน่งที่ถูกต้องของตัวต้านทานแปรค่าได้ เช่น โวลุ่มเกือกม้า เป็นต้น
   ตัวต้านทานแปรค่าได้ในวงจร จะมีอยู่หลายตำแหน่งตามชนิดของวงจรเช่น ตัวต้านทานเกือกม้าสำหรับปรับกระแสในวงจรขยายภาคแรกและภาคที่สอง ปรับแรงดันศูนย์และปรับกระแสไอเดิลแล้ว ให้ตั้งเกือกม้าทุกตัวไว้ที่จุดกึ่งกลาง จะปลอดภัยที่สุดในการออกแบบเกือกม้าจะใช้ปรับขนาดกระแสหรือแรงดันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
   สำหรับเกือกม้าหรือโวลุ่มทีใช้ปรับกระแสไอเดิล การตั้งค่าเริ่มแรกจะแตกต่างกันตามชนิดของวงจรไบแอส จะเป็นการตั้งให้ได้ค่าสูงสุดหรือต่ำสุดเท่านั้น รายละเอียดของการตั้งค่านี้ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่แล้ว
2. อุบัติเหตุที่เกิดจากไขควงหรือสายโพรบของมิเตอร์ ในการปรับตัวต้านทานเกือกม้าเรามักจะใช้ไขควงปรับ และในระหว่างปรับจะอ่านค่าของแรงดันที่จะปรับด้วยมิเตอร์ อุบัติเหตุบางอย่าง เช่น ปลายของไขควงไปแตะบนแผ่นวงจรพิมำ ทำให้เกิดลัดวงจรขึ้น หรือโพรบของมิเตอร์หลุดทำให้เปิดวงจร หรือแตะผิดแตะถูกทำให้เกิดการลัดวงจร เป็นต้น อุบัติเหตุเช่นนี้มักเกิดขึ้นเสมอ ทำให้เกิดความเสียหายในวงจรได้ นักอิเล็กทรอนิกส์แทบทุกคนคงย่อมจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่เคยทำผิดพลาดแบบนี้
   วิธีป้องกันที่ได้ผลคือก็คือการพันไขควงและปลายโพรบด้วยผ้าเทปที่เป็นฉนวน ให้ปลายไขควงหรือโพรบโผล่ออกมาเพียง 5มิลลิเมตรกก็พอ เวลาแตะขา E, B, C ของทรานซิสเตอร์ซึ่งห่างกันเพียง 2.5 มิลลิเมตร เพื่ออ่านแรงดันก็พยายามระวังอย่าให้เกิดลัดวงจรระหว่างขาขึ้นได้
   ปลายของโพรบแทนที่จะเป็นแท่งโลหะยาว ก็อาจเปลี่ยนเป็นแบบคลิป(Clip) ก็จะใช้งานได้สะดวกในบางโอกาส สายโพรบของมิเตอร์ที่สามารถเปลี่ยนปลายได้หลายแบบก็มีจำหน่ายเป็นชุดในท้องตลาด


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 11, 2012, 10:10:27 am
3. อุบัติเหตุที่เกิดขณะปรับกระแสไอเดิล หลักการของการปรับกระแสไอเดิลของวงจรขยายได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่ 1.4 ในทางปฏิบัติวิธีการปรับกระแสนี้แสดงในรูปที่ 1.30 วิธีการในรูป(ก) เป็นวิธีการปรับที่ปลอดภัยและนิยมใช้กันมากที่สุด ใช้มิเตอร์วัดแรงดันที่คร่อม RE เมื่อรู้ค่าแรงดันก็สามารถคำนวนกระแสได้จาก Ic = VE / RE วิธีการในรูป(ข)  เป็นการใช้มิเตอร์วัดกระแสโดยตรง ต้องตัดวงจรระหว่างขาคอลเลกเตอร์กับแหล่งจ่ายไฟ Vcc ออกจากกันแล้วต่อมิเตอร์เข้าระหว่างนั้น การวัดแบบนี้ค่อนข้างจะอันตรายไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์ วิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถอ่านค่ากระแสได้โดยตรงจึงผิดพลาดน้อย ในระหว่างการวัดควรระวังอย่าให้ขาคอลเลกเตอร์ลัดวงจรกับส่วนอื่นๆ ของวงจร และเมื่อเสร็จการวัดแล้ว การถอดมิเตอร์ออกจากวงจรจะต้องปิดสวิตช์ไฟก่อน และควรรอให้ตัวเก็บประจุที่แหล่งจ่ายไฟ คายประจุออกให้หมดเสียก่อนจึงค่อยปลดสายมิเตอร์ออกได้ การถอดมิเตอร์ขณะที่มีกำลังมีไฟอยู่ จะทำให้คอลเลกเตอร์ของทรานซิสเตอร์เปิดวงจร ซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อทรานซิสเตอร์ที่ต่ออยู่ภายในภาคขยายด้านหน้าได้


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 11, 2012, 10:33:52 am
4. สัญญาณเข้าใหญ่เกินไป ตามปกติทางด้านขาเข้าของเพาเวอร์แอมป์มักมีโวลุ่มสำหรับปรับขนาดของสัญญาณเข้าต่อไป ในระหว่างการปรับแต่งเครื่อง ควรหมุนโวลุ่มไปทางซ้ายสุดเพื่อลดขนาดสัญญาณเข้าให้เล็กสุด ถ้าเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ไม่มีโวลุ่มอยู่ด้วย ควรลัดวงจรขั้วสัญญาณเข้าเพื่อไม่ให่มีสัญญาณเข้ามาได้หรือถ้าเปิดวงจรไว้ก็ไม่ควรเผลอเอามือไปแตะที่ขั้วสัญญาณเข้า การป้อนสัญญาณเข้าขนาดใหญ่เข้าวงจรในครั้งแรกจะเป็นอันตรายต่อทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายและภาคขับได้ ถ้าต่อลำโพงไว้ ลำโพงก็อาจพังได้ง่ายๆ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทรานซิสเตอร์เสียมี 2 ประการคือ สัญญาณขาเข้าใหญ่ไปทำให้กระแสที่คอลเลกเตอร์ของทรานซิสเตอร์ภาคขยายสุดท้ายไหลมากเกินค่าพิกัด และสัญญาณขาเข้าใหญ่เกินไปทำให้แรงดันที่คร่อมระหว่างเบสกับอิมิตเตอร์ของทรานซิสเตอร์สูงมากเกิน จนทรานซิสเตอร์ทนไม่ได้
   การป้องกันมิให้ทรานซิสเตอร์เสียเพราะกระแสไหลมากเกินไป ในกรณีแรกก็ให้ใช้ฟิวส์ต่อที่ขั้วออก ดังแสดงในรูปที่ 1.31 ชนิดฟิวส์ที่ใช้ควรเป็น ฟิวส์แบบหลอมขาดเร็ว (Fast Blow Fuse) และขนาดของฟิวส์ก็ขึ้นอยู่กับกำลังขาออกสูงสุดของเครื่องขยาย เครื่องขยายขนาด 30W ใช้ฟิวส์ 2A ขนาด 50W ใช้ 3A และ 100W ใช้ 4A ตามลำดับ
   ข้อควรระวังอีกข้อหนึ่งคือเรื่องความสามารถใรชนการทนแรงดันของตัวทรานซิสเตอร์ จะลองยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย ให้ดูวงจรในรูป 1.32 วงจรในรูป(ก) ในภาวะที่ไม่มีสัญญาณเข้ากระแส Ic = 40V/5 kΩ  = 8mA และ VCE = 40V ถ้ามีสัญญาณเข้าที่ขั้วเบสซึ่งแปรค่สระหว่าง (-40)-40V จะทำให้ Ic มีค่าระหว่าง 0-16mA และแรงดันVCE มีค่าระหว่าง 80V วงจรในรูป(ข) เป็นวงจรขยายแบบ SEPP ในภาวะปกติ VCE  = 40V เมื่อมีสัญญาณขาเข้าที่ขั้วเบสขนาด +/-40V ก็จะทำให้ VCE ค่าระหว่าง 0-80V เช่นเดียวกัน ทรานซิสเตอร์ที่ควรเลือกใช้จึงควรเป็นทรานซิสเตอร์ที่มีค่า VCE max มากกว่า 80V การเลือกทรานซิสเตอร์ไม่ควรเลือกทรานซิสเตอร์ชนิดที่ทนแรงดันได้พอดีกับแรงดันสูงสุดที่คร่อมตัวมัน หรือทนได้มากขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย เพราะจะทำให้ทรานซิสเตอร์ตัวนั้นมีอายุการใช้งานสั้นกว่าปกติ


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 11, 2012, 11:10:30 am
1.6 วิธีทดสอบทรานซิสเตอร์หรือ FET
   วิธีทดสอบทรานซิสเตอร์หรือ FET ว่าเสียหรือไม่ สามารถทดสอบได้ดังนี้
   1.วัดค่าความต้านทานระหว่างขา E, B, C ถ้าดูเพียงลักษณะภายนอก เราแทบจะไม่มีทางรู้ได้ว่าทรานซิสเตอร์เสียหรือไม่ ถ้าทรานซิสเตอร์แตกเป็นสองเสี่ยง หรือร้าว หรือพองบวมให้เห็นอย่างชัดเจนก็รู้ได้ทันทีว่าใช้ไม่ได้แล้ว แต่กรณีที่จะเห็นชัดเจนเช่นนี้มีไม่มากนัด ทรานซิสเตอร์ที่ผบิตในรุ่นแรกอาจเสียได้โดยง่ายเพียงได้รับความร้อนจากปลายหัวแร้ง แต่ในปัจจุบันเทคนิคการทำทรานซิสเตอร์ดีขึ้น ทำให้ทรานซิสเตอร์ทนต่อความร้อนจากปลายหัวแร้งได้สูงยิ่งขึ้น
   เมื่อสงสัยว่า ทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่งตัวใดจะเสียหรือไม่ ต้องถอดทรานซิสเตอร์ออกจากแผ่นวงจรพิมพ์ แล้วทำการตรวจเช็คด้วยโอห์มมิเตอร์โดยปรับมิเตอร์ไปที่ตำแหน่งวัดความต้านทาน พิสัย x 1kΩ เสียบโพรบทั้งสองลงที่ขั้วเข้าบวกและลบของมิเตอร์ ใช้ปลายโพรบแตะที่ขาต่างๆของทรานซิสเตอร์หรือ FET โดยแต่ละคู่ ค่าความต้านทานที่อ่านได้ในกรณีที่ทรานซิสเตอร์หรือ FET ไม่เสียจะเป็นดังในตารางที่ 1.2 ถ้าค่าที่วัดไม่เหมือนดังที่แสดงในตาราง เช่น เมื่อค่าควรเป็นอนันต์ แต่วัดได้ 500kΩ  หรือ 200kΩ  หรือเมื่อค่าควรเป็น 15kΩ  แต่วัดได้ 0 Ω  เป็นต้น ก็แสดงว่าทรานซิสเตอร์ตัวนั้นใช้การไม่ได้แล้ว
   คำที่เขียนว่า ''ประมาณ  15kΩ'' นั้น หมายถึงค่าระหว่าง 10-20kΩ  ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของมิเตอร์ที่ใช้กันและความเก่าใหม่ของแบตเตอรี่ภายใน บางครั้งอาจพบว่าวัดค่าความต้านทานระหว่างขาของทรานซิสเตอร์ด้วยมิเตอร์สองตัว ตัวแรกอ่านได้ 10kΩ  ตัวที่สองอ่านได้ 20kΩ  เป็นต้น
   ข้อควรระวังอีกข้อหนึ่งคือ ไม่ควรวัดค่าความต้านทานโดยใช้พิสัย x 1Ω  หรือ x 100Ω  เป็นอันขาด เพราะจะมีกระแสขนาดใหญ่(ประมาณ ๅ10mA) ไหลจากมิเตอร์เข้าระหว่างขาเบสกับอิมิตเตอร์ ของทรานซิสเตอร์ซึ่งทำอันตรายต่อทรานซิสเตอร์ตัวเล็กที่กำลังวัดนั้นได้ พิสัย x 100Ω  ไม่เป็นอันตรายนัก แต่พิสัย x 1kΩ  จะดีที่สุด


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 11, 2012, 11:26:56 am
2. วิธีตรวจแยกของดีของเสียแบบง่ายๆ มีวิธีตรวจเช็คทรานซิสเตอร์และ FET เพื่อให้รู้ว่าดีหรือเสียแบบง่ายๆ และรวดเร็วทันใจ วิธีนี้ก็ให้ใช้โอห์มมิเตอร์เหมือนเดิม ใช้พิยที่  x 1kΩ อีกเช่นเดียวกัน
   กรณีที่เป็นทรานซิสเตอร์ชนิด npn ให้แตะขา E ด้วยขั้วบวก และแตะขา C ด้วยขั้วลบ มิเตอร์ในขณะนั้นจะชี้ที่ค่าอนันต์(ในกรณีที่เป็นของดี) ต่อไปลองเอานิ้วแตะที่ขา B และ C พร้อมกัน ถ้าเข็มของมิเตอร์ขยับและเบนมาชี้ค่าความต้านทานต่ำลง แสดงว่าทรานซิสเตอร์ตัวนั้นใช้งานได้ ยิ่งเบนมากก็ยิ่งแสดงว่ามีอัตราขยายกระแสสูง
   ในกรณีของ FET นั้น การเบนของเข็มจะต่างกัน เช่น สมมติเป็น FET ที่ใช้ขยายแรงดันเบอร์ 2SK58 ให้แตะขา D ด้วยขั้วลบ และแตะขา S ด้วยขั้วบวก ในขณะนั้นลองใช้นิ้วแตะที่ขา G เข็มจะเบนจากค่าอนันต์มาชี้ที่ 0 หรือเข็มสั่นไปมาใกล้ๆ 0 Ω แสดงว่า FET ตัวนั้นใช้ได้ ถ้าเป็น V-FET ให้วัดค่าความต้านทานระหว่าง D กับ S ถ้าอ่านได้ 0 Ω หรือไม่เกิน 10 Ω เป็นใช้ได้ แต่าถ้าเป็น MOSFET ค่าความต้านทานระหว่าง D กับ S จะเป็นอนันต์


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: pakanon ที่ มีนาคม 11, 2012, 11:43:02 am
  +1  คะแนน  ก่อนวันนี้   

ดีมาก ๆ ครับ  หาอ่านยากความรู้ทั้งนั้น เลย

 <."   /;.    .>   :1dd01:    "/:     <."


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: noneoNLine ที่ มีนาคม 11, 2012, 12:20:47 pm
มีหนังสือเล่มนี้หรือเปล่าครับ.. สนใจอยากหามาไว้เป็นตัวอ้างอิงครับ.


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 11, 2012, 12:56:28 pm
จากเล่มนี้ครับ ผมกำลังจะทำให้จบมีเกือบๆ 300หน้า ให้มือใหม่ได้อ่านกัน
หนังสือเล่มนี้ได้มาจากน้า deedao (http://www.un-sound.com/board/index.php?action=profile;u=172) และผมได้นำมา Coppy ไว้ 1 เล่ม แล้วส่งกลับทางไปรษณีย์ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างการส่งของหายโดยไม่ทราบสาเหตุก็เลยเหลือฉบับที่ผมได้ Coppy ดังที่เห็นนี่ 1 เล่ม และผมกะว่าจะ Coppy เพิ่มอีกเล่มเพื่อคืนน้าdeedao (http://www.un-sound.com/board/index.php?action=profile;u=172)ครับ


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 11, 2012, 01:32:20 pm
3. การวัดอัตราขยายกระแส(http://www.un-sound.com/board/index.php?action=dlattach;topic=15720.0;attach=52212;image) วิธีการวัดอัตราขยายกระแสของทรานซิสเตอร์มีหลายวิธีด้วยกัน แต่หลักการวัดจะเหมือนกันคือการหาอัตราส่วนของกระแสคอลเลกเตอร์กับกระแสเบส วิธีที่จะแนะนำต่อไปนี้เป็นวิธีวัดและคำนวนหาค่า (http://www.un-sound.com/board/index.php?action=dlattach;topic=15720.0;attach=52212;image)ได้โดยคร่าวๆเป็นวิธีง่ายๆ ใช้อุปกรณ์น้อยที่สุด
   วงจรการวัดแสดงในรูปที่ 1.36 อุปกรณ์ที่ใช้คือ แบตเตอรี่ขนาด 9V และซ็อกเกตสำหรับเสียบทรานซิสเตอร์ เมื่อเริ่มประกอบอุปกรณ์ตามวงจรเรียบร้อยแล้วจะได้ดังแสดงในรูป 1.37 การประกอบจะใช้วิธีอื่นแทนการประกอบลงแผ่นวงจรพิมพ์ดังในรูปก็ได้ แต่ขอให้ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
   วิธีการวัดมีดังนี้ เริ่มแรกอย่างเพิ่งเสียบทรานซิสเตอร์ลงที่ซ็อกเกตให้ปรับโวลุ่ม 500kΩ จนค่าความต้านทานระหว่างจุด (a) กับจุด(b) มีค่าเท่ากับ 90kΩ  ต่อจากนั้นให้เสียบทรานซิสเตอร์ลงที่ซ็อกเกตโดยให้ตำแหน่งขาถูกต้องตามที่กำหนดไว้ ต่อมิเตอร์ระหว่างขั้วแบตกับขาอิมิตเตอร์โดยปรับให้ใช้วัดกระแสที่พิสัย 50mA ค่ากระแสที่อ่านได้เป็นกระแสอิมิตเตอร์ซึ่งมีค่าประมาณเท่ากับกระแสคอลเลกเตอร์ ( IE = Ic - IB, IBเล็กมากเมื่อเทียบกับIc ดังนั้น IE = Ic )
   จากการปรับโวลุ่มทำให้กระแสเบส IB = 9V/90KΩ = 0.1mA ถ้าอ่านกระแส   Ic ได้ สมมติได้เท่ากับ 10mA อัตราขยายกระแสของทรานซิสเตอร์จะคำนวนได้ดังนี้ (http://www.un-sound.com/board/index.php?action=dlattach;topic=15720.0;attach=52212;image) =  Ic /  IB = 10mA/0.1mA = 100 เท่า ถ้าอ่าน  Ic = 15ma, (http://www.un-sound.com/board/index.php?action=dlattach;topic=15720.0;attach=52212;image) = 15mA/0.1mA = 150 เท่า เป็นต้น
   ถ้าเป็นทรานซิสเตอร์ที่อัตราขยายกระแสมีค่ามากกว่า 200 เท่า (เช่น 2SC1775AE, 2SC1222 เป็นต้น) ก็ให้ปรับโวลุ่มจนความต้านระหว่างจุด a, b เท่ากับ 500kΩ ซึ่งจะให้กระแสเบส 9V/500kΩ = 0.018mA ถ้าเป็นเพาเวอร์ทรานซิสเตอร์ที่อัตราขยายมีค่าไม่ใหญ่นักก็ให้ลดความต้านทานลงมาเป็น 68kΩ เพื่อให้กระแสเบสไหลมากขึ้นเป็น 9V/68kΩ = 0.13mA
   กรณีที่ใช้วัดทรานซิสเตอร์ชนิด pnp ก็ใช้วงจรเดิมเพียงแต่กลับขั้วของแบตเตอร์กับสายโพรบของมิเตอร์เท่านั้นก็ใช้การได้ วิธีการวัดอัตราขยายกระแสแบบง่ายๆ นี้จะช่วยได้มากตอนต้องการเลือกทรานซิสเตอร์แบบคู่ (Transistor Pair) ซึ่งจำเป็นต้องมีอัตราขยายใกล้เคียงกันมากที่สุดจึงจะดี


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 11, 2012, 01:44:06 pm

จบบทที่ 1

ต่อบทที่ 2 http://www.un-sound.com/board/index.php?topic=15883.0

จะทยอยลงข้อมูลให้วันละนิดวันละหน่อยครับ  /;: เนื่องจากติดภาระกิจหลายๆอย่าง


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: noneoNLine ที่ มีนาคม 11, 2012, 06:15:21 pm
จากเล่มนี้ครับ ผมกำลังจะทำให้จบมีเกือบๆ 300หน้า ให้มือใหม่ได้อ่านกัน
หนังสือเล่มนี้ได้มาจากน้า deedao (http://www.un-sound.com/board/index.php?action=profile;u=172) และผมได้นำมา Coppy ไว้ 1 เล่ม แล้วส่งกลับทางไปรษณีย์ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างการส่งของหายโดยไม่ทราบสาเหตุก็เลยเหลือฉบับที่ผมได้ Coppy ดังที่เห็นนี่ 1 เล่ม และผมกะว่าจะ Coppy เพิ่มอีกเล่มเพื่อคืนน้าdeedao (http://www.un-sound.com/board/index.php?action=profile;u=172)ครับ

น้าสันติ..

ถ้าทำสำเนา...รบกวนทำเพิ่มอีก 1 ชุด เผื่อผมด้วยนะครับ.. ถ้าใช้จ่ายเท่าไหร่..แจ้งมาได้ไม่ต้องเกรงใจ..ครับ.

ด้วยความหวัง.
ชานนท์


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: นิมิต บัวสำลี ที่ มีนาคม 29, 2012, 03:21:20 pm
ยอดเยี่ยมมากน้องสันติ.... เอ้ย  ทิดสันติ  :dtfm2: :1dd01:


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: deedao ที่ มีนาคม 29, 2012, 06:20:14 pm
น้าสันติ..

ถ้าทำสำเนา...รบกวนทำเพิ่มอีก 1 ชุด เผื่อผมด้วยนะครับ.. ถ้าใช้จ่ายเท่าไหร่..แจ้งมาได้ไม่ต้องเกรงใจ..ครับ.

ด้วยความหวัง.
ชานนท์

   น้าสัน...  ฟันให้เละ . . . .    :x2:    ((41))    :x2:     :happy2:


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 29, 2012, 06:38:06 pm
มีเวลาจะมาต่อยอดให้จบ 9 บท เยอะมาก  :cry:


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: noneoNLine ที่ มีนาคม 29, 2012, 08:05:19 pm
น้าสันติ..

ถ้าทำสำเนา...รบกวนทำเพิ่มอีก 1 ชุด เผื่อผมด้วยนะครับ.. ถ้าใช้จ่ายเท่าไหร่..แจ้งมาได้ไม่ต้องเกรงใจ..ครับ.

ด้วยความหวัง.
ชานนท์

   น้าสัน...  ฟันให้เละ . . . .    :x2:    ((41))    :x2:     :happy2:

 ((63))   ((63))

ถ้าได้สิ่งที่ต้องประสงค์ จะทำอะไร อย่างไง ก็ยอม ความรู้อยากได้ก็ต้องลงทุนกันนิดนึง ครับ. น้า.


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: >>santi<< ที่ มีนาคม 29, 2012, 09:19:26 pm
น้าสันติ..

ถ้าทำสำเนา...รบกวนทำเพิ่มอีก 1 ชุด เผื่อผมด้วยนะครับ.. ถ้าใช้จ่ายเท่าไหร่..แจ้งมาได้ไม่ต้องเกรงใจ..ครับ.

ด้วยความหวัง.
ชานนท์

   น้าสัน...  ฟันให้เละ . . . .    :x2:    ((41))    :x2:     :happy2:

 ((63))   ((63))

ถ้าได้สิ่งที่ต้องประสงค์ จะทำอะไร อย่างไง ก็ยอม ความรู้อยากได้ก็ต้องลงทุนกันนิดนึง ครับ. น้า.


เด๋วจะลองไปถามร้านดูก่อนนะครับว่าราคาเท่าไร ผมจ้างเขาทำครั้งแล้วสามร้อยกว่าบาทครับ /;:

ราคาหนังสือเล่มละ 58 บาท พิมพ์ ปี 2532 แต่ผมไปจ้างร้านทำสำเนาสามกว่าๆ แต่ด้วยความอยากได้ผมก็ลงทุนครับ


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง***
เริ่มหัวข้อโดย: noneoNLine ที่ มีนาคม 30, 2012, 04:50:11 am
น้าสันติ..

ถ้าทำสำเนา...รบกวนทำเพิ่มอีก 1 ชุด เผื่อผมด้วยนะครับ.. ถ้าใช้จ่ายเท่าไหร่..แจ้งมาได้ไม่ต้องเกรงใจ..ครับ.

ด้วยความหวัง.
ชานนท์

   น้าสัน...  ฟันให้เละ . . . .    :x2:    ((41))    :x2:     :happy2:

 ((63))   ((63))

ถ้าได้สิ่งที่ต้องประสงค์ จะทำอะไร อย่างไง ก็ยอม ความรู้อยากได้ก็ต้องลงทุนกันนิดนึง ครับ. น้า.


เด๋วจะลองไปถามร้านดูก่อนนะครับว่าราคาเท่าไร ผมจ้างเขาทำครั้งแล้วสามร้อยกว่าบาทครับ /;:

ราคาหนังสือเล่มละ 58 บาท พิมพ์ ปี 2532 แต่ผมไปจ้างร้านทำสำเนาสามกว่าๆ แต่ด้วยความอยากได้ผมก็ลงทุนครับ

ขอบคุณครับ..ได้ยินแบบนี้ ผมซึ้งในน้ำใจของน้าครับ..


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: soken17 ที่ พฤษภาคม 30, 2013, 12:04:27 am
 ((74))


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: kajok ที่ สิงหาคม 13, 2013, 03:14:57 pm
รบกวนก็อบปี้ให้หน่อย 1 เล่มได้มั้ยครับ จะเอามาสอนเด็กๆ เวลาวงจรมีปัญหา ค่าใช้จ่ายเท่าไร่ว่ามาเลยครับ :1dd01:


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: thong ที่ สิงหาคม 13, 2013, 04:48:45 pm
มีให้โหลดอยู่นะครับ ผมยังโหลดไว้เลย เพราะเพื่อนยืมของผมไปแล้วมันก็หายไปเลย ในเว็บนี้ละครับลองค้นดูผมจำห้องไม่ได้จริงๆครับ อ้ออยู่ที่ห้องนี้เองครับดูหัวกระทู้"เทคนิคการต่อเครื่องขยายเสียง"ครับ


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: pang_zaa ที่ เมษายน 06, 2014, 09:02:53 am
ขอสอบถามท่านผู้รู้หน่อยครับ พึ่งหัดประกอบเพาเวอร์แอมป์กระแสสูงจากที่แต่ก่อนสูงสุดแค่10ampชนิดEIทั่วไป คือตอนนี้ผมประกอปหม้อแปลงc-cor 2500wกระแสน่าจะประมาณ25ampปัญหาก็คือว่าเวลาผมเปิดเครื่องแล้วฟิวส์ขาดขนาด20amp บางครั้งก็เปิดได้สักพักก็ขาดแทนที่braeker 10amp ควรจะตัดก่อน โดยที่ผมเช็คภาคmain amp แล้วก็ปรกติคือตอนผมเช็คผมถอดฟิวส์ออกแล้วเอาหลอดใส้ใช่แทนฟิวส์คือเช็คตอนทั้งมีไฟเลี้ยงและไม่มีไฟเลี้ยง และก็ตอนใช่หลอดไฟใช่แทนฟิวส์ก็เปิดได้แต่พอตอนเร่งvolume สูงสุด ชุดป้องกันลำโพงกลับตัดรีเลย์ แล้วหลอดไฟก็สว่างขึ้นแต่พอผมลดvolumeกลับมารีเลย์ก็ต่อเหมือนเดิมมีเสียงออก คือผมงงมากเลยหากท่านใดรู้รบกวนขอความรู้ท่านหน่อยครับ  ((73)) ((73)) ((73))


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: jacklanlaa ที่ เมษายน 06, 2014, 10:08:28 am
คงไม่มีอะไรหรอกคับโหลดเยอะเกินไปหรือป่าวฟิวถึงขาดตอนที่ใช้หลอดทดลองคงเป็นเพราะไฟไม่พอเพราะหลอดไฟมันสว่างรีเลถึงตัด


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: thong ที่ เมษายน 06, 2014, 11:05:07 am
 พึ่งหัดประกอบเพาเวอร์แอมป์กระแสสูงจากที่แต่ก่อนสูงสุดแค่10ampชนิดEIทั่วไป ขอชมภาพบอร์ดที่ประกอบได้ไหมครับ อ้อแล้วคุณประกอบเองทั้งหมดหรือซื้อชุดสำเร็จ(บัดกรีลงอุปกรณ์ในบอร์ด)มาทำครับ
 ผมเช็คภาคmain amp แล้วก็ปรกติ คุณทำอย่างไรบ้างในการตรวจเช็คดังกล่าวครับ
 ตอนนี้แนะนำได้เพียงว่า ให้ทดลองเฉพาะบอร์ด(ช๊อตอินพุท ไม่ต้องคู่เอาท์พุท)ให้เป็นปกติดีก่อน คู่ไดร์ร้อนหรืออุ่น ไฟจุดเอาท์พุทเท่าไร โซเบลเนทเวอร์คมีหรือไม่ถ้ามีR ร้อนไหมครับ
อีกประการหนึ่งตรงการกำหนดไบอัส ในวงจรใช้VRปรับหรือใช้ไดโอดหรือใช้Rค่าตายตัวครับ


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: pang_zaa ที่ เมษายน 06, 2014, 04:16:00 pm
ขอสอบถามท่านผู้รู้หน่อยครับ พึ่งหัดประกอบเพาเวอร์แอมป์กระแสสูงจากที่แต่ก่อนสูงสุดแค่10ampชนิดEIทั่วไป คือตอนนี้ผมประกอปหม้อแปลงc-cor 2500wกระแสน่าจะประมาณ25ampปัญหาก็คือว่าเวลาผมเปิดเครื่องแล้วฟิวส์ขาดขนาด20amp บางครั้งก็เปิดได้สักพักก็ขาดแทนที่braeker 10amp ควรจะตัดก่อน โดยที่ผมเช็คภาคmain amp แล้วก็ปรกติคือตอนผมเช็คผมถอดฟิวส์ออกแล้วเอาหลอดใส้ใช่แทนฟิวส์คือเช็คตอนทั้งมีไฟเลี้ยงและไม่มีไฟเลี้ยง และก็ตอนใช่หลอดไฟใช่แทนฟิวส์ก็เปิดได้แต่พอตอนเร่งvolume สูงสุด ชุดป้องกันลำโพงกลับตัดรีเลย์ แล้วหลอดไฟก็สว่างขึ้นแต่พอผมลดvolumeกลับมารีเลย์ก็ต่อเหมือนเดิมมีเสียงออก คือผมงงมากเลยหากท่านใดรู้รบกวนขอความรู้ท่านหน่อยครับ  ((73)) ((73)) ((73))
เป็นบอร์ดของmegatechครับ ces741 ตอนผมเช็คก็คือตอนปลดไฟเลี้ยงก็วัดทรานซิสเตอร์ก็ปรกติทุกตัว ส่วนตอนใส่ไฟเลี้ยงก็วัดVbeของทรานซิสเตอร์ทุกตัวแต่แปลกใจที่วัดได้แค่0.3V ทั้งๆที่ทรานซิสเตอร์เป็นชนิดซิลิกอน ส่วนบอร์ดไดรเองก็วัดซีเนอร์15V วัดทรานซิสเตอร์ก็ปรกติ คือก่อนจะมีปัญหาคือตอนแรกหม้อแปลงมันสั่นครับเพราะเป็นไฟสองชุดแต่ผมไม่ได้เอาไฟสองชุดมาขนานกันแต่ตอนนี้หม้อแปลงหยุดสั่นแล้วแต่มีเรื่องฟิวส์ที่ยังแก้ไม่ได้ครับ


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: thong ที่ เมษายน 06, 2014, 10:56:01 pm
 ตอนแรกหม้อแปลงมันสั่นครับเพราะเป็นไฟสองชุดแต่ผมไม่ได้เอาไฟสองชุดมาขนานกันแต่ตอนนี้หม้อแปลงหยุดสั่นแล้วแต่มีเรื่องฟิวส์ที่ยังแก้ไม่ได้ครับ ช่วยชี้แจงในส่วนนั้นให้เข้าใจอีกหน่อยนะครับ ยงงงๆอยู่กับคำกล่าวนั้นนะครับ


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: pang_zaa ที่ เมษายน 06, 2014, 11:13:49 pm
คือตอนที่หม้อแปลงสั่นที่ผมหาข้อมูลในเว็บช่างท่านบอกว่าเพราะกระแสสองข้างไม่เท่ากันโดยข้างที่กินกระแสน้อยกว่าอีกข้าง จะพยายามจ่ายกระแสให้เท่ากับอีกข้างที่กระแสมากกว่าแต่มันไม่สามารถจ่ายกระแสให้เท่ากับอีกข้างได้เพราะไม่ได้โหลดกระแสเท่าอีกข้าง มันเลยสั่นแทนพอมันสั่นสักแปบฟิวส์ก็ขาด แต่ตอนนี้ผมขนานไฟสองชุดแล้วหม้อแปลงหยุดสั่นแล้วครับ แต่ฟิวส์ยังขาดอยุ่ตอนที่เร่งVolume


หัวข้อ: Re: ***เทคนิคการต่อวงจรเครื่องขยายเสียง บทที่ 1 กระแสไหลมากไป***
เริ่มหัวข้อโดย: pang_zaa ที่ เมษายน 08, 2014, 12:04:14 am
พึ่งหัดประกอบเพาเวอร์แอมป์กระแสสูงจากที่แต่ก่อนสูงสุดแค่10ampชนิดEIทั่วไป ขอชมภาพบอร์ดที่ประกอบได้ไหมครับ อ้อแล้วคุณประกอบเองทั้งหมดหรือซื้อชุดสำเร็จ(บัดกรีลงอุปกรณ์ในบอร์ด)มาทำครับ
 ผมเช็คภาคmain amp แล้วก็ปรกติ คุณทำอย่างไรบ้างในการตรวจเช็คดังกล่าวครับ
 ตอนนี้แนะนำได้เพียงว่า ให้ทดลองเฉพาะบอร์ด(ช๊อตอินพุท ไม่ต้องคู่เอาท์พุท)ให้เป็นปกติดีก่อน คู่ไดร์ร้อนหรืออุ่น ไฟจุดเอาท์พุทเท่าไร โซเบลเนทเวอร์คมีหรือไม่ถ้ามีR ร้อนไหมครับ
อีกประการหนึ่งตรงการกำหนดไบอัส ในวงจรใช้VRปรับหรือใช้ไดโอดหรือใช้Rค่าตายตัวครับ
ขอบคุณสำหรับทริกดีๆนะครับตอนนี้แก้ได้แล้วครับ คือผมไม่ได้วัดกระแสที่ขาเบสของทรานซิสเตอร์ภาคเอาท์พุตครับคือตอนที่ฟิวส์มันขาดกระแสมันได้1mAส่วนตอนเปิดดังแต่ฟิวส์ไม่ขาดมันไม่เกิน50uAครับและก้อRbแต่ก่อนค่าแค่10โอห์มตอนนี้ผมเปลี่ยนเป็น220โอห์มครับ เพื่อบปรับไบอัสให้มันลดลง สบายตัวแล้วครับตอนนี้ผม